<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524</id><updated>2012-02-09T14:26:14.484+07:00</updated><category term='CSR'/><category term='Software_Industry'/><category term='Ideas*Economics'/><category term='Books.'/><category term='Articles.'/><category term='Special_Report.'/><category term='Ideas*Business'/><category term='Sufficiency_Economy'/><category term='About Pipat'/><category term='Dhamma'/><category term='Ideas*KM'/><category term='Ideas*Politics'/><title type='text'>พิพัฒน์ ยอดพฤติการ</title><subtitle type='html'>(www.pipat.com)</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>210</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-8237069044658840437</id><published>2012-02-09T14:23:00.001+07:00</published><updated>2012-02-09T14:25:18.112+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>รายงาน CSR แบบไม่... เออเร่อ</title><content type='html'>การจัดทำรายงานความยั่งยืน เป็นเครื่องมือหนึ่งที่องค์กรนำมาใช้ในการพัฒนาองค์กร ตลอดจนใช้ในการสื่อสารการดำเนินงานขององค์กรให้กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอก อาทิ การให้ภาพที่ชัดเจนแก่องค์กรในการสร้างผลกระทบหลักทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้ทราบถึงบริเวณหรือส่วนงานบริหารโดยรวมที่ควรได้รับการปรับปรุง การดึงดูดบุคลากรใหม่ๆ เข้าร่วมงาน การพัฒนาความสัมพันธ์กับพนักงานที่มีอยู่เดิม ลดช่องว่างระหว่างองค์กรและกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย การเพิ่มชื่อเสียง ความภักดีและการยอมรับจากสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับกรอบการรายงานที่เป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก และได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการจัดทำรายงานความยั่งยืน ก็คือ Global Reporting Initiative (GRI) ซึ่งถือเป็นรูปแบบของการรายงานที่ให้ความสำคัญด้านกระบวนการ (Process) และเปิดเผยผลการดำเนินงานที่เป็นผลลัพธ์ (Outcome) หรือผลกระทบ (Impact) มากกว่าการรายงานเชิงโครงการ (Project) ที่รายงานเพียงผลการดำเนินงานในเชิงผลผลิต (Output) หรือมุ่งหวังแค่ให้ได้เอกสารรายงานเพียงเพื่อเผยแพร่เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ การจัดทำรายงานตามกรอบ GRI จะสามารถเพิ่มคุณค่าของรายงานที่ส่งมอบไปยังกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ รวมทั้งยังสามารถใช้กระบวนการรายงานเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนิน CSR ขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงสิบปีหลังจากที่กรอบการรายงานในรุ่นแรกๆ ได้มีการประกาศใช้ นับจนถึงปี 2543 มีองค์กรเพียง 44 แห่งที่ได้จัดทำรายงานความยั่งยืนตามกรอบดังกล่าว ปัจจุบันได้มีองค์กรที่เผยแพร่รายงานความยั่งยืนเท่าที่สำรวจได้ ทั้งสิ้นราว 3,503 แห่ง มีรายงานที่เผยแพร่แล้วรวมกว่า 8,573 ฉบับ ในจำนวนนี้ เป็นรายงานที่จัดทำตามกรอบการรายงานของ GRI จำนวน 8,209 ฉบับ หรือคิดเป็นร้อยละ 95.75 ของจำนวนรายงานทั้งหมด (จากฐานข้อมูลของ GRI ณ วันที่ 8 ก.พ. 55)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวโน้มที่กำลังก่อตัวขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก คือ การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่ดูแลตลาดทุนของแต่ละประเทศได้ส่งเสริมการจัดทำและเผยแพร่รายงานความยั่งยืนของกิจการต่างๆ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ และบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยการออกกฏหมายและกฎระเบียบให้การจัดทำรายงานความยั่งยืนเป็นข้อกำหนด จากเดิมที่เป็นไปตามความสมัครใจของกิจการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากงานวิจัยของ Ioannis Ioannou (London Business School) และ George Serafeim (Harvard Business School) ในหัวข้อ &lt;a href="http://bit.ly/wN0aTd" target="_blank"&gt;The Consequences of Mandatory Corporate Sustainability Reporting&lt;/a&gt; (2011) ได้สำรวจประเทศที่ส่งเสริมให้มีการจัดทำรายงานความยั่งยืนจากข้อมูลของ 58 ประเทศ พบว่า มีประเทศที่กำหนดให้มีการรายงานโดยออกเป็นกฎระเบียบและกฏหมายแล้วจำนวน 17 ประเทศ ที่เหลือยังคงเป็นการแนะนำให้มีการรายงานตามแนวปฏิบัติด้วยความสมัครใจ และหลายประเทศในจำนวนนี้ มีแนวโน้มที่จะออกเป็นข้อกำหนดในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างของประเทศที่มีนโยบายของรัฐในการส่งเสริมการจัดทำรายงานความยั่งยืน และ/หรือการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม (environment) สังคม (social) และการกำกับดูแล (governance) หรือที่เรียกรวมกันว่า ESG ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน เดนมาร์ก สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส อินเดีย เยอรมนี นอร์เวย์ สเปน สวีเดน และสหรัฐอเมริกา ส่วนตลาดหลักทรัพย์ที่มีบทบาทนำในการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ก็มี บราซิล จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ปากีสถาน และแอฟริกาใต้ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำลังจัดทำคู่มือการจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน (Guidelines for Sustainability Reporting) เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนและองค์กรธุรกิจที่สนใจทั่วไปในการใช้เป็นแนวปฏิบัติในการจัดทำรายงาน โดยคู่มือฉบับนี้ได้อ้างอิงวิธีจัดทำรายงานตามกรอบของ GRI โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 การนิยามเนื้อหา คุณภาพ และกรอบการรายงาน ส่วนที่ 2 มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล ส่วนที่ 3 เกณฑ์วิธีตัวชี้วัด และส่วนที่ 4 การวัดระดับรายงานของ GRI โดยมีกำหนดที่จะเผยแพร่ภายในปี 2555 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;องค์การแห่งความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากลหรือ Global Reporting Initiative (GRI) เป็นองค์กรอิสระที่ก่อตั้งโดยเครือข่าย Ceres (ออกเสียงว่า “series”) และสำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในรูปแบบโครงการระหว่างปี 2540 ถึงกลางปี 2545 มีสำนักงานอยู่ที่เมืองอัมสเตอดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดย GRI ทำงานในลักษณะเครือข่ายที่มีผู้มีส่วนได้เสียประมาณ 20,000 ราย จากภาคธุรกิจเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษาและสมาคมการค้าต่างๆจากกว่า 80 ประเทศ ช่วยเหลือร่วมมือกันพัฒนากรอบและแนวการดำเนินงานจัดทำรายงานความยั่งยืน จนปัจจุบันมีการประกาศแนวปฏิบัติหลักหรือ Core Guidelines สำหรับการจัดทำรายงานเป็นรุ่นที่ 3.1 หรือ G3.1&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20120209/435137/รายงาน-CSR-แบบไม่...-เออเร่อ.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2012/02/csr.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-8237069044658840437?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/8237069044658840437/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=8237069044658840437' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/8237069044658840437'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/8237069044658840437'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2012/02/csr.html' title='รายงาน CSR แบบไม่... เออเร่อ'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-771728092763097769</id><published>2012-02-02T18:57:00.000+07:00</published><updated>2012-02-02T18:59:36.629+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>6 ทิศทาง CSR ปี 2555</title><content type='html'>สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการประเมินทิศทางความรับผิดชอบต่อสังคมและแนวโน้มด้านความยั่งยืน เพื่อเป็นข้อมูลแก่ธุรกิจที่สนใจสำหรับใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางกลยุทธ์ CSR และ Sustainability ขององค์กร ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความเสี่ยง วิกฤต และภัยพิบัติในด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2555 ภายใต้ธีม Reinforcing your CSR โดยมีทิศทาง CSR และ Sustainability ที่น่าสนใจดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;1. More Publicity on CSR  &lt;br /&gt;โฆษณาประชาสัมพันธ์ในเชิง CSR จะปรากฏให้เห็นเพิ่มมากขึ้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;หลังสถานการณ์อุทกภัยผ่านพ้นไป การประมวลภาพความช่วยเหลือและกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ ทั้งในเชิงของการนำเสนอช่วงเวลาแห่งการร่วมทุกข์ร่วมสุข การให้กำลังใจผู้ประสบภัย การแสดงความขอบคุณ และการสื่อถึงความเป็นองค์กรที่พร้อมร่วมเดินเคียงข้างในภาวะวิกฤต จะมีปรากฎในหลากหลายสื่อเพิ่มมากขึ้น โดยหากประมาณการสัดส่วนโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมและการฟื้นฟูหลังอุทกภัยไว้ขั้นต่ำที่ร้อยละ 10 ของมูลค่าตลาดโฆษณาที่มีอยู่ราว 1 แสนล้านบาท โฆษณา CSR ก็จะมีมูลค่ารวมกันไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นล้านบาทในปี 55&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;2. Reinforcing CSR for Recovery&lt;br /&gt;แผนงาน CSR จะถูกปรับเพื่อเสริมกำลังสำหรับกิจกรรมการฟื้นฟู&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ในปี 55 สถานการณ์หลังอุทกภัยที่ได้สร้างความเสียหายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คิดเป็นมูลค่านับแสนล้านบาท จะนำไปสู่กระบวนการฟื้นฟูอย่างขนานใหญ่ องค์กรธุรกิจในทุกขนาดจะมีส่วนเข้าร่วมในกระบวนการฟื้นฟูตามแต่คุณลักษณะ ถิ่นที่ตั้ง และความเกี่ยวเนื่องของธุรกิจนั้นๆ โดยกลยุทธ์การฟื้นฟูของภาคธุรกิจ จะจำแนกได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ รูปแบบของการดำเนินงานฟื้นฟูผ่านกระบวนงานหลักทางธุรกิจ รูปแบบของการให้และกิจกรรมเพื่อสังคมในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และรูปแบบของการเข้าร่วมหารือและผลักดันนโยบายสาธารณะต่างๆ ร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;3. Societal Marketing over CSR &lt;br /&gt;CSR จะถูกนำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์การตลาดทางสังคม เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;หลังสถานการณ์ภัยพิบัติ ธุรกิจยังคงต้องดำเนินต่อไป การพัฒนารูปแบบทางการตลาดที่คำนึงถึงอารมณ์และความเป็นอยู่ของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจะมีเพิ่มมากขึ้น กลยุทธ์การตลาดที่หลายองค์กรจะนำมาใช้ในช่วงเวลานี้ คือ ‘การตลาดทางสังคม’ หรือ Societal Marketing ซึ่งเป็นการใช้ประเด็นทางสังคม หรือความรับผิดชอบต่อสังคม มาออกแบบกลยุทธ์การตลาดที่ก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อองค์กร พร้อมกันกับการคำนึงถึงประโยชน์ที่มีต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้ได้รับความพึงพอใจในสินค้าและบริการ และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;4. Release of the new BCM standard&lt;br /&gt;มาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) ฉบับใหม่ จะถูกประกาศใช้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ธุรกิจในประเทศไทยได้มีความตื่นตัวอย่างจริงจังที่จะจัดทำแผนรองรับภัยพิบัติ นับตั้งแต่การเกิดวินาศภัยจากเหตุการณ์จลาจลเมื่อปี 2553 และมาถึงอุทกภัยปี 2554 หลายองค์กรได้มีการนำแผนเหล่านั้นมาใช้ในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อมิให้การดำเนินงานหยุดชะงักจากเหตุการณ์หรือภัยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในปีนี้ มาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ISO 22301 ซึ่งเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศจะถูกประกาศใช้เป็นภาษากลางในการสื่อสารถึงวิธีการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจระหว่างองค์กรในห่วงโซ่ธุรกิจเพื่อให้เกิดความเข้าใจและให้มีความเข้ากันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;5. The new chapter of sustainable development in Rio+20&lt;br /&gt;การพัฒนาที่ยั่งยืนบทใหม่ จะเผยโฉมในเวทีประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ในปีนี้ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Conference on Sustainable Development - UNCSD) หรือที่เรียกว่า Rio+20 จะถูกจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน ที่เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล โดยมีวัตถุประสงค์ในการสานต่อพันธกรณีของประเทศต่างๆ ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และจะหารือกันภายใต้ 2 ธีมหลัก ได้แก่ เรื่องเศรษฐกิจสีเขียวในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน และเรื่องกรอบการทำงานในเชิงสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนบทใหม่ จะเผยโฉมในเวทีประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;6. Green Growth Gap&lt;br /&gt;ช่องว่างแห่งการพัฒนาสู่การเติบโตสีเขียว จะยังเป็นประเด็นท้าทายสำหรับประเทศไทยและธุรกิจไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่การเติบโตสีเขียว (Green Growth) หรือการเตรียมประเทศให้ก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ของไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย ยังมีความห่างชั้นกันมาก ขณะที่แบบแผนการผลิตและการบริการอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับเอสเอ็มอี ก็ยังมีช่วงห่างระหว่างกันมาก จนส่งผลต่อการพัฒนาและยกระดับสายอุปทานในห่วงโซ่ธุรกิจของแต่ละอุตสาหกรรม ช่องว่างแห่งการพัฒนาสู่การเติบโตสีเขียวหรือการมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว จะยังเป็นประเด็นท้าทายสำหรับประเทศไทยและธุรกิจไทยในปี 2555...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20120202/433631/6-ทิศทาง-CSR-ปี-2555.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2012/02/6-csr-2555.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-771728092763097769?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/771728092763097769/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=771728092763097769' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/771728092763097769'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/771728092763097769'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2012/02/6-csr-2555.html' title='6 ทิศทาง CSR ปี 2555'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-7797674886647663848</id><published>2012-01-26T19:08:00.000+07:00</published><updated>2012-01-26T19:09:19.097+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>ปีแห่งการเติมพลัง CSR</title><content type='html'>การตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ในสถานการณ์ปกติ ที่ปราศจากวิกฤตหรือภัยพิบัติมาเป็นตัวแปรในสมการธุรกิจ องค์กรจำต้องอาศัยความทุ่มเทที่จะดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคม (และสิ่งแวดล้อม) ด้วยความต่อเนื่อง (Continuity) จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จนเกิดเป็นผลลัพธ์ในบั้นปลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตราบเมื่อธุรกิจประสบกับวิกฤตหรือภัยพิบัติทั้งจากภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์ก่อขึ้น จนเป็นเหตุให้ความต่อเนื่องในการดำเนินงานนั้น เกิดความชะงักงัน เป้าหมายปลายทางขององค์กรที่ต้องการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน จึงพลอยติดขัดหรือสะดุดหยุดลงไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ถือเป็นมาตรการที่จำเป็น (Essential Measure) ในการรักษาสถานะการดำเนินงานทางธุรกิจขององค์กรให้คงอยู่ ท่ามกลางวิกฤตหรือภัยพิบัติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้เกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้การเดินทางบรรลุสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่การเสริมความแข็งแกร่งในการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม จะเป็นมาตรการที่มีนัยสำคัญ (Significant Measure) ต่อการดำรงบทบาททางสังคมขององค์กร ท่ามกลางวิกฤตหรือภัยพิบัติ ที่ซึ่งผู้ประสบกับความลำบากทุกข์ยาก ต่างรอคอยการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูจากสภาพดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แผนงานหรือมาตรการ CSR ในช่วงเผชิญเหตุและฟื้นฟู (Response and Recovery) จะต้องมีความเข้มข้น หรือควรต้องถูกเสริมแรง (Reinforce) ที่มากกว่าในสถานการณ์ปกติ เพื่อให้สามารถปะทะหรือรับมือกับความรุนแรงของสถานการณ์ ด้วยกำลังที่ใกล้เคียงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อสถานการณ์ที่ไม่ปกติผ่านพ้นไป ธุรกิจจำต้องประเมินความเสี่ยง และเตรียมพร้อมรองรับวิกฤตหรือภัยพิบัติรอบใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดการกับความเสี่ยง จะช่วยจำกัดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับองค์กร จากภัย (Hazard) ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ให้พัฒนากลายเป็นภัยพิบัติ (Disaster) ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อองค์กรและกระทบกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ภัยจะกลายเป็นภัยพิบัติ ก็ต่อเมื่อกิจการไม่สามารถจัดการกับความล่อแหลมหรือความเปราะบาง (Vulnerability) ที่มีอยู่ในองค์กร และเมื่อภัยมาถึง ก็ขาดความสามารถ (Capacity) ในการรับมือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความล่อแหลม คือ สภาพทั้งทางกายภาพและการดำเนินงานที่มีความอ่อนไหวและมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดอันตรายหรือความสูญเสีย เช่น ลักษณะที่ตั้ง สภาพแวดล้อม วิธีการทำงาน ฯลฯ ส่วนความสามารถ คือ ทักษะ ทรัพยากร และประสบการณ์ที่มีอยู่สำหรับการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลดความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อม ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ควรดำเนินการก่อนล่วงหน้า (Preemptive Measure) ในบริบทความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กร (ผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกจ้าง แรงงานรับจ้าง ฯ) และในห่วงโซ่ธุรกิจ (คู่ค้า ผู้ส่งมอบ ลูกค้า ฯ) เพื่อมิให้การดำเนินงานหยุดชะงักจนส่งผลเสียหายต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แผนงานหรือมาตรการ CSR ในช่วงของการลดความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อม (Risk Reduction/Mitigation and Readiness/Preparedness) จึงควรมุ่งเน้นที่การเสริมกำลังทั้งในเชิงกายภาพและเชิงกระบวนงานที่พบว่ามีความอ่อนไหว เปราะบาง ล่อแหลมต่อการเกิดความเสียหายและความสูญเสีย รวมทั้งการให้ความใส่ใจกับการเพิ่มขีดความสามารถของการดำเนินงานในกรณีที่มีภาวะฉุกเฉินหรือมีวิกฤตการณ์เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่องค์กรสามารถทำให้แน่ใจได้ว่า ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ถูกขจัดหรือทำให้ลดทอนเบาบางลง จนยากที่จะส่งผลให้เกิดเป็นความเสียหายร้ายแรงต่อองค์กร ดังคำที่ว่า “เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล - เมื่อดับเหตุ ย่อมไม่มีผลเกิดขึ้น”...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20120126/432240/ปีแห่งการเติมพลัง-CSR.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2012/01/csr.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-7797674886647663848?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/7797674886647663848/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=7797674886647663848' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/7797674886647663848'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/7797674886647663848'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2012/01/csr.html' title='ปีแห่งการเติมพลัง CSR'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-6171751079211214585</id><published>2012-01-19T09:57:00.001+07:00</published><updated>2012-01-19T09:59:44.387+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>คอตเลอร์ กับ Social Marketing</title><content type='html'>ผู้ที่ติดตามผลงานของคอตเลอร์ในหนังสือ Marketing Management ซึ่งเป็นสุดยอดผลงานคลาสสิกหนึ่งของเขา จะเห็นว่าเขาได้ให้ความสำคัญกับ Social Marketing มานาน คอตเลอร์เป็นผู้หนึ่งที่กระตุ้นให้องค์กรธุรกิจ ไม่ใช่แค่หวังเพียงกอบโกยแต่ผลประโยชน์ แต่แนวคิดที่แฝงอยู่ในผลงานของเขาได้สะท้อนให้เห็นว่าถ้าตราบใดสังคมอยู่ไม่ได้ องค์กรธุรกิจก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/-LPijR8lJIVs/TxeFGJYEa3I/AAAAAAAAAuE/eO7oFYYHTSA/s1600/kotler.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 153px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-LPijR8lJIVs/TxeFGJYEa3I/AAAAAAAAAuE/eO7oFYYHTSA/s320/kotler.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5699170194103233394" /&gt;&lt;/a&gt;ในช่วงหลังๆ เนื้อหาในหนังสือของคอตเลอร์ จะโน้มเอียงไปทางด้านเพื่อสังคมมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเขียนเรื่องเกี่ยวกับ Public Marketing หรือ Social Marketing โดยเฉพาะ CSR นั้น ถือเป็นไฮไลท์ จนทำให้ หนังสือ “Corporate Social Responsibility” กลายเป็นคัมภีร์ของผู้ที่ทำ CSR จะต้องมี ตามมาด้วย “Up and Out of Poverty” แม้แกนหลักจะเป็นเรื่องการตลาด ที่พูดถึงวิธีการทำ Marketing Plan พูดถึง Marketing Mix หรือ 4P’s และ Marketing Segmentation แต่ทุกอย่างมาจบที่สังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Social Marketing - Societal Marketing&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ความคลุมเครือของคำว่า Social Marketing และ Societal Marketing มีผู้ที่เข้าใจผิดกันไม่น้อย เราต้องยกย่อง    คอตเลอร์ว่าเป็นผู้ที่มีความแม่นยำในการให้คำจำกัดความ ดังจะเห็นได้จากการอธิบายความหมายของคำว่า Social Marketing&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รากฐานความคิดของการตลาดก็มาจากตลาด ตลาดมีไว้ซื้อขายแลกเปลี่ยน ฉะนั้นคำว่าการตลาด ง่ายๆ คือ กระบวนการหรือกิจกรรรมที่จูงใจเพื่อให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยน และอะไรก็ตามถ้าเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ที่ก่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าและบริการ อันนี้เราล้วนเรียกว่า การตลาดทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้ พอเติมคำว่า Social เข้าไป คอตเลอร์ได้ให้ความหมายว่า คุณต้องเอาการตลาดนี้ไปจูงใจทำให้ผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง โดยไม่จำเป็นต้องมาซื้อสินค้าและบริการขององค์กร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์กรสามารถจะทำ Social Marketing ได้ ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคม คอตเลอร์ยังได้ขยายความต่อด้วยว่า บรรดา Public Agency หรือรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยราชการ ที่ใช้การตลาดเพื่อทำให้ประชาชนมาซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานนั้นๆ อันนี้ก็ยังไม่อาจเรียกว่าเป็น Social Marketing ได้จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้น Social Marketing อาจจะใช้กันเปรอะว่า การตลาดที่พูดเรื่องสังคม หรือมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสังคมแล้ว เหมารวมเรียกว่า Social Marketing หมด แต่ความจริงตามที่คอตเลอร์หมายถึง Social Marketing จะเป็นไปเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสังคมที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมดีขึ้น หรือเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่คำว่า Societal Marketing หมายถึง การตลาดที่มีมิติของกิจกรรมหรือเนื้อหาที่มีส่วนผสมของเรื่องทางสังคมเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่อาจจะไม่ได้มีเป้าหมายหรือผู้รับประโยชน์เป็นสังคมเหมือน Social Marketing คุณอาจจะเอาเรื่องบางอย่างทางสังคมมาเป็นประโยชน์ในการทำการตลาดนั้นๆ อย่างถ้าเราเห็นโฆษณาขององค์กรที่พยายามจะนำเอาเรื่องดิน น้ำ ป่า การอนุรักษ์ มาใช้ในการสื่อสารภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ อันนี้จัดว่าเป็นการทำ Societal Marketing ไม่ใช่ Social Marketing&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจกล่าวได้ว่า Social Marketing หรือการตลาดเพื่อสังคม คือ การออกแบบกิจกรรมการตลาดเพื่อให้ประโยชน์ตกไปถึงสังคม แต่คำว่า Societal Marketing เป็นการนำเอาเนื้อหาสาระประเด็นทางสังคมมาใส่ในโฆษณาหรือกิจกรรมทางการตลาดของตัวเอง ประโยชน์อาจจะไม่ได้ตกอยู่กับสังคม แต่อยู่กับองค์กร ทั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดความใกล้ชิดกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นการทำการตลาดทางสังคม ไม่ใช่การตลาดเพื่อสังคม...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20120119/430722/คอตเลอร์-กับ-Social-Marketing.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2012/01/social-marketing.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-6171751079211214585?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/6171751079211214585/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=6171751079211214585' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6171751079211214585'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6171751079211214585'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2012/01/social-marketing.html' title='คอตเลอร์ กับ Social Marketing'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-LPijR8lJIVs/TxeFGJYEa3I/AAAAAAAAAuE/eO7oFYYHTSA/s72-c/kotler.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-484811820344712350</id><published>2012-01-12T16:22:00.000+07:00</published><updated>2012-01-19T16:36:52.138+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Special_Report.'/><title type='text'>CSR Series: ภัยพิบัติ</title><content type='html'>1. &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111013/413528/ธุรกิจทำอะไรได้บ้าง-นอกจากการบริจาค.html"&gt;ธุรกิจทำอะไรได้บ้าง นอกจากการบริจาค&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111027/415983/อะไรควร-ไม่ควร-ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย.html"&gt;อะไรควร-ไม่ควร ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3. &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111110/418434/แผนอาสา-CSR-ในช่วงประสบภัย.html"&gt;แผนอาสา CSR ในช่วงประสบภัย&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4. &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111117/419964/แนวการฟื้นฟูในช่วงต้นหลังน้ำลด.html"&gt;แนวการฟื้นฟูในช่วงต้นหลังน้ำลด&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;5. &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111124/421107/10-คำถามสำหรับผู้นำองค์กรต่อการรับมือภัยพิบัติ.html"&gt;10 คำถามสำหรับผู้นำองค์กรต่อการรับมือภัยพิบัติ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;6. &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111208/423436/กลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติภาคธุรกิจ.html"&gt;กลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติภาคธุรกิจ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;7. &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20120112/429209/ภัยพิบัติกับการพัฒนาที่ยั่งยืน.html"&gt;ภัยพิบัติกับการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;ประเทศไทยต้องประสบกับอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อานุภาพของการเคลื่อนของมวลน้ำได้ส่งผลกระทบเสียหายในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ผลกระทบไม่ได้จำกัดวงแค่ในประเทศไทย แต่กระทบกับธุรกรรมการค้าทั่วโลกที่อิงไทยเป็นฐานการผลิต ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ กระเทือนซัพพลายเชนทั่วโลก สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการประมวลองค์ความรู้และบทเรียนจากกรณีภัยพิบัติในต่างประเทศ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรธุรกิจในการวางแผนและพัฒนากลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติในแต่ละระยะอย่างเหมาะสม เผยแพร่ผ่าน "กรุงเทพธุรกิจ" จำนวน 7 ตอน&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-484811820344712350?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/484811820344712350/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=484811820344712350' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/484811820344712350'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/484811820344712350'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2012/01/csr-series.html' title='CSR Series: ภัยพิบัติ'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-6129017974884759522</id><published>2012-01-12T14:36:00.000+07:00</published><updated>2012-01-12T14:38:09.516+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>ภัยพิบัติกับการพัฒนาที่ยั่งยืน</title><content type='html'>สถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทย นับจากเดือนกรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน รวมทั้งสิ้น 65 จังหวัด ปัจจุบัน มีจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วอยู่ระหว่างฟื้นฟู 56 จังหวัด และยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัยอยู่ 9 จังหวัด โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนงาน/ โครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย รวมแล้วเป็นเงินกว่าหกหมื่นล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุทกภัยได้สร้างผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม พื้นที่หลายประเทศในเอเชียถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายจากผลกระทบทางอุทกภัย ไม่ว่าจะเป็น บังคลาเทศ เวียดนาม กัมพูชา อินเดีย เนปาล ศรีลังกา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน และประเทศไทย ล้วนเคยประสบกับความสูญเสียจากอุทกภัยมาแล้วทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนและประโยชน์ที่จะได้รับในการจัดการกับความเสี่ยงจากอุทกภัย โดยเฉพาะในบริเวณที่ลุ่มน้ำท่วมถึง เช่น พื้นที่ราบน้ำท่วมถึง ปากแม่น้ำ พื้นที่เมือง และบริเวณชายฝั่ง ควรต้องทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณเหล่านี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้รับประโยชน์สูงกว่าในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติต้องอาศัยคำยึดมั่นและข้อผูกพันระยะยาว ผนวกกับกระบวนการในการวางแผนการพัฒนา ซึ่งหากปราศจากเจตจำนงและข้อผูกมัดทางการเมืองในการขับเคลื่อนการกำหนดนโยบายและกฎหมายที่มุ่งลดความเสี่ยงจากอุทกภัยและพิบัติภัยอื่นๆ แล้ว ความทุ่มเทในการพัฒนาประเทศก็จะถูกคุกคามเสียเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในรายงานของ UNDP เรื่อง “&lt;a href="http://on.undp.org/yRRHR3" target="_blank"&gt;Reducing Disaster Risk: A Challenge for Development&lt;/a&gt;” ได้ชี้ให้เห็นความเชื่องโยงระหว่างภัยพิบัติกับการพัฒนาไว้ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเชื่องโยงระหว่างภัยพิบัติกับการพัฒนา&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td bgcolor="#EEEEEE" width="20%" align="center" valign="top"&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EEEEEE" width="40%" align="center" valign="top"&gt;&lt;b&gt;การพัฒนาทางเศรษฐกิจ&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EEEEEE" width="40%" align="center" valign="top"&gt;&lt;b&gt;การพัฒนาทางสังคม&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;ภัยพิบัติที่จำกัดการพัฒนา&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="2" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การทำลายสินทรัพย์ถาวร&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;การสูญเสียความสามารถในการผลิต การเข้าถึงตลาด หรือ ปัจจัยวัตถุดิบ&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ความเสียหายทางการคมนาคม การสื่อสาร หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;การดำรงชีพ เงินออม และทุนทางกายภาพถูกกัดกร่อน&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="2" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การทำลายสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา และบุคลากร&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;การเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือการย้ายถิ่นฐานของผู้มีบทบาทสำคัญในสังคม ที่นำไปสู่การกร่อนของทุนทางสังคม&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;การพัฒนาที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางภัยพิบัติ&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="2" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การดำเนินวิถีการพัฒนาที่ขาดความยั่งยืน สร้างให้เกิดความมั่งคั่งแก่คนบางกลุ่ม บนความสูญเสียของคนกลุ่มใหญ่ที่มีสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่และการทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="2" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;เส้นทางการพัฒนาบ่มเพาะบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการแยกตัวจากสังคม หรือการกีดกันทางการเมือง&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;การพัฒนาที่ลดความเสี่ยงทางภัยพิบัติ&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="2" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การเข้าถึงที่เพียงพอในเรื่องน้ำดื่ม อาหาร การจัดการของเสีย และที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถรับกับสภาพการเปลี่ยนแปลงได้เพิ่มขึ้น&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การค้าและเทคโนโลยี สามารถลดความยากไร้&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การลงทุนในกลไกด้านการเงิน และการประกันสังคม สามารถใช้เป็นเครื่องมือลดความเปราะบาง&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="2" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การสร้างความปรองดองในชุมชน ด้วยการให้ความสำคัญกับปัจเจกหรือกลุ่มสังคม (เช่น สตรี) ที่ถูกกีดกัน เพิ่มโอกาสการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การเพิ่มสมรรถภาพทางการศึกษาและอนามัย จะช่วยให้มีความสามารถในการปรับตัวเพิ่มขึ้น&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในเรื่องการจัดการภัยพิบัติจากลำพังการบรรเทาทุกข์ ไปสู่การเตรียมความพร้อมและการลดผลกระทบ จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้มีการยอมรับในการให้ความสำคัญกับการผนวกข้อปฏิบัติด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติเข้าไว้ในแผนการพัฒนามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการผนวกหรือทำให้ข้อปฏิบัติด้านการจัดการความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องหลักในแผนการพัฒนา โดยมีจุดมุ่งหมายที่ทำให้แน่ใจได้ว่าผลสำเร็จของการพัฒนาสามารถดำเนินต่อไปในมุมที่จะขยายวงของการพัฒนา มากกว่าในมุมที่จะไปลดทอนการพัฒนาจากเหตุภัยพิบัติ ดำเนินไปด้วยความอุตสาหะอย่างผสมผสานสอดคล้องระหว่างผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่มีความปลอดภัยมากขึ้นและมีความยั่งยืนในท้ายที่สุด...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20120112/429209/ภัยพิบัติกับการพัฒนาที่ยั่งยืน.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2012/01/blog-post_12.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-6129017974884759522?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/6129017974884759522/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=6129017974884759522' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6129017974884759522'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6129017974884759522'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2012/01/blog-post.html' title='ภัยพิบัติกับการพัฒนาที่ยั่งยืน'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-6728011320511127399</id><published>2012-01-05T15:45:00.007+07:00</published><updated>2012-01-05T16:47:27.816+07:00</updated><title type='text'>CSR ปี 55 การตลาดทางสังคมมาแรง</title><content type='html'>&lt;b&gt;แนวโน้มของซีเอสอาร์ในปีงูใหญ่ (พ.ศ.2555) มีปัจจัยหลักจากภัยพิบัติในปี 54 และความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นอีก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากผลพวงของสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทย นับตั้งแต่ไตรมาสสามของปี 54 ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนใน 65 จังหวัด หรือคิดเป็น 84% ของประเทศ และปัจจุบันก็ยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัยเหลืออยู่ในบางจังหวัดที่ต้องดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยากันจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากจะประเมินบทบาทของภาคธุรกิจ ในฐานะหนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญของสังคม ที่สามารถระดมทรัพยากรเพื่อใช้ในการช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ และฟื้นฟูหลังการเกิดอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนอกจากจะเป็นการมอบเงินบริจาค อาหาร สิ่งของอุปโภคบริโภค และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีมูลค่ารวมกันเป็นหลักพันล้านบาทในชั่วระยะเวลาสั้นๆ แล้ว ยังมีบทบาทการอาสาของพนักงานจากองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งในระหว่างและหลังประสบภัยน้ำท่วม ร่วมกับภาครัฐและภาคประชาสังคม รวมทั้งทหารจากทุกเหล่าทัพ ตลอดห้าเดือนที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่สำคัญ เมื่อหลังน้ำลดหรือสถานการณ์ภัยพิบัติผ่านพ้น ภาคธุรกิจเอกชนจะมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นในช่วงฟื้นฟู (Recovery) ซึ่งจะทอดระยะเวลาจากนี้ไป 1-3 ปี นั่นหมายความว่า ในปี 55 บริษัทต่างๆ ทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยครั้งนี้ จะมีกิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูอย่างถ้วนทั่วไม่มากก็น้อย แตกต่างกันไปในแต่ละกิจการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการประเมินทิศทางกิจกรรมของภาคธุรกิจในบริบทที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคม หรือซีเอสอาร์ในปีงูใหญ่ (พ.ศ.2555) ที่มีปัจจัยหลักจากภัยพิบัติในปี 54 และความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นอีกในปี 55 โดยพบว่ามีแนวโน้มที่น่าสนใจ ดังนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;b&gt;Publicity on CSR&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงต้นปี 55 หลังจากที่องค์กรธุรกิจหลายแห่งได้เสร็จสิ้นภารกิจในการเข้าร่วมช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย จะมีการประมวลภาพความช่วยเหลือและกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ ทั้งในเชิงของการนำเสนอช่วงเวลาแห่งการร่วมทุกข์ร่วมสุข การให้กำลังใจผู้ประสบภัย การแสดงความขอบคุณ และการสื่อถึงความเป็นองค์กรที่พร้อมร่วมเดินเคียงข้างในภาวะวิกฤต ปรากฎในหลากหลายสื่อเพิ่มมากขึ้น โดยมีความมุ่งหมายที่จะสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสังคมกลุ่มเป้าหมาย และเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรหรือตราสินค้าให้เป็นที่ยอมรับของสังคมเพิ่มขึ้นจากการที่องค์กรได้เข้ามีส่วนช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ในเหตุการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเผยแพร่ภาพความรับผิดชอบต่อสังคม หรือการโฆษณากิจกรรมเพื่อสังคมเหล่านี้ จัดเป็นเครื่องมือในการสื่อสารชนิดหนึ่งขององค์กรที่สามารถใช้สร้างความผูกพัน (Engagement) กับผู้มีส่วนได้เสียและสังคมในวงกว้าง ที่หลายองค์กรเหมารวมว่าเป็นซีเอสอาร์ หรือจัดให้อยู่ในงบประมาณหรือค่าใช้จ่ายของการทำซีเอสอาร์ด้วย ซึ่งหากพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง ต้องถือว่าเป็นการสื่อสารเพื่อองค์กร หรือควรจัดเป็นงบค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อองค์กร ที่เป็นการนำเสนอภาพการทำกิจกรรมซีเอสอาร์ หรือใช้กิจกรรมซีเอสอาร์เป็นตัวเดินเรื่อง แทนการนำเสนอสินค้าหรือบริการตามปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาของไทยโดยรวมในปี 54 ทั้งตลาดมีอยู่ราว 1 แสนล้านบาท (ร้อยละ 58.2 เป็นโฆษณาทางโทรทัศน์) หากนำอัตราการเติบโตที่ประมาณการสำหรับปี 55 ทั่วโลก ของ ZenithOptimedia ที่ร้อยละ 3.1-4.7 และของ GroupM ที่ร้อยละ 5-6.4 รวมทั้งตัวเลขการเติบโตจริงของไทยในไตรมาสสาม ปี 54 เทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งเผยแพร่โดย Nielsen ที่ร้อยละ 6 กับตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยของตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ร้อยละ 15 ของปี 54 มาพิจารณารวมกับปัจจัยการฟื้นตัวของตลาดหลังจากสถานการณ์อุทกภัย ก็น่าเชื่อได้ว่า ตลาดโฆษณาในปี 55 จะมีความคึกคักเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6-13 หรือมากกว่า หากไม่มีวิกฤติอื่นซ้ำเติม ซึ่งหากประมาณการสัดส่วนโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมและการฟื้นฟูหลังอุทกภัยไว้ขั้นต่ำที่ร้อยละ 10 ของตลาด โฆษณาซีเอสอาร์ก็จะมีมูลค่ารวมกันไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นล้านบาทในปี 55&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;b&gt;CSR for Recovery&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ด้วยข้อเท็จจริงตั้งแต่เกิดอุทกภัยนับจากเดือนกรกฎาคม 54 เป็นต้นมา องค์กรส่วนใหญ่จำต้องปรับกลยุทธ์ซีเอสอาร์ที่มีอยู่เดิมซึ่งใช้ในสถานการณ์ปกติ ให้สามารถสนองตอบต่อเหตุอุทกภัยซึ่งเป็นภาวการณ์ที่ไม่ปกติ ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเร่งด่วนและความกดดันจากเหตุการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 55 สถานการณ์หลังอุทกภัยที่ได้สร้างความเสียหายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คิดเป็นมูลค่านับแสนล้านบาท จะนำไปสู่กระบวนการฟื้นฟูอย่างขนานใหญ่ ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อภาคเอกชน จะผลักดันให้องค์กรธุรกิจในทุกขนาดเข้าร่วมในกระบวนการฟื้นฟูตามแต่คุณลักษณะ ถิ่นที่ตั้ง และความเกี่ยวเนื่องของธุรกิจนั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลยุทธ์การฟื้นฟูจะมุ่งเน้นที่การซ่อมสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย การฟื้นสภาพความเป็นอยู่ให้กลับเข้าสู่ปกติ รวมทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สิ่งท้าทายสำคัญของกลยุทธ์การฟื้นฟูในการที่จะคงสภาพการดำรงอยู่ของครัวเรือน การประกอบการขององค์กรธุรกิจ และการจ้างงานในโรงงานให้ดำเนินต่อไปได้ คือ การเชื่อมโยงให้เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การช่วยเหลือตนเองได้ในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับกลยุทธ์การฟื้นฟูของภาคธุรกิจที่จะเห็นในปี 55 นี้ จะมีความสอดคล้องกับรูปแบบที่เป็นสากล โดยจำแนกได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ รูปแบบของการดำเนินงานฟื้นฟูผ่านกระบวนงานหลักทางธุรกิจ (Core Business Activities) รูปแบบของการให้และกิจกรรมเพื่อสังคมในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ (Social and Philanthropic Activities) และรูปแบบของการเข้าร่วมหารือและผลักดันนโยบายสาธารณะต่างๆ ร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง (Policy Dialogue and Advocacy Activities)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;b&gt;Societal Marketing over CSR&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;หลังสถานการณ์ภัยพิบัติ การพัฒนารูปแบบทางการตลาดที่คำนึงถึงอารมณ์และความเป็นอยู่ของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจะมีเพิ่มมากขึ้นนับจากนี้ไป เพราะระยะของการฟื้นฟูและบูรณะโดยทั่วไปจะกินเวลาตั้งแต่ 1-3 ปี ขณะที่ธุรกิจยังคงต้องดำเนินต่อไป กลยุทธ์การตลาดที่หลายองค์กรจะนำมาใช้ในช่วงเวลานี้ คือ ‘การตลาดทางสังคม’ หรือ Societal Marketing ที่จะถูกนำมาใช้เติมเต็มเป้าประสงค์ทางธุรกิจ ซึ่งมีความแตกต่างจากการตลาดเพื่อสังคม หรือ Social Marketing ที่มุ่งตอบสนองเป้าประสงค์ทางสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตลาดทางสังคม เป็นการใช้ประเด็นทางสังคม หรือความรับผิดชอบต่อสังคม มาออกแบบกลยุทธ์การตลาดที่หวังผลในเชิงพาณิชย์ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อองค์กร พร้อมกันกับการคำนึงถึงประโยชน์ที่มีต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้ได้รับความพึงพอใจ (ในสินค้าและบริการ) และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค (ในระยะยาว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างของการตลาดทางสังคมที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ คือ การจัดหาสินค้าและบริการมาจำหน่ายตามกำลังซื้อของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ (เช่น การให้ส่วนลดพิเศษ หรือจำหน่ายในราคาทุน) การเปลี่ยนแปลงรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการในช่วงเวลาของการฟื้นตัว สถาบันการเงินออกผลิตภัณฑ์เป็นการเฉพาะสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ บริษัทฝึกอบรมจัดโปรแกรมอบรมสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะได้เห็นแคมเปญการตลาดทางสังคม ตั้งแต่ต้นปี รวมถึงผลิตภัณฑ์หน้าตาใหม่ๆ ที่เป็นผลพวงมาจากภัยน้ำท่วมที่สร้างผลกระทบให้แก่ผู้บริโภคอย่างถ้วนทั่ว ตลอดจนสินค้าและบริการที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองหรือเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นอีกตามปรากฎการณ์ลานีญาในแบบวิทยาศาสตร์ หรือตามคำทำนายในแบบพยากรณ์ศาสตร์ !!...(จากหนังสือพิมพ์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20120105/427865/CSR-ปี-55-การตลาดทางสังคมมาแรง.html" target="_blank"&gt;กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2012/01/csr-55.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;b&gt;Societal Marketing vs Social Marketing&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-size:90%;"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="4" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="100%" valign="top"&gt;&lt;b&gt;การตลาดทางสังคม (Societal Marketing)&lt;/b&gt; คือ การนำประเด็นทางสังคม (รวมถึงสิ่งแวดล้อม) มาเป็นเครื่องมือในการออกแบบและพัฒนากลยุทธ์การตลาดทางธุรกิจหรือเพื่อการพาณิชย์ โดยมุ่งหมายให้เกิดการซื้อหรือบริโภคสินค้าและบริการขององค์กร และกลุ่มเป้าหมายได้รับความพึงพอใจจากการบริโภคสินค้าและบริการ รวมทั้งส่งเสริมให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ตัวอย่างของการตลาดทางสังคม ได้แก่ การโฆษณาหรือการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ อาทิ รถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) อาหารเสริมสุขภาพ สินค้าที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้มีส่วนได้เสียของการตลาดทางสังคม มักจะเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายขององค์กรในแต่ละส่วนตลาด (Market Segment) ทั้งที่อยู่ในตลาดเดิมและในตลาดใหม่ๆ ตลอดจนผู้ที่อาจเป็นลูกค้าในวันข้างหน้า (Prospects) ซึ่งถูกนับรวมอยู่ในสมการการเติบโตของธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing)&lt;/b&gt; คือ การนำกลยุทธ์การตลาดในทางธุรกิจหรือที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ มาเป็นเครื่องมือในการรณรงค์เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาสังคม โดยกลุ่มเป้าหมายของการรณรงค์ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือบริโภคสินค้าและบริการขององค์กร แต่ต้องการทำให้เกิดผลจากการรณรงค์ที่เป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านสาธารณสุข ด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านสุขภาวะของสังคมกลุ่มเป้าหมาย เช่น การรณรงค์ลดละเลิกบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กิจกรรมรักษ์น้ำ รักษ์ธรรมชาติ การดูแลฟื้นฟูสุขภาพและการออกกำลังกาย ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้มีส่วนได้เสียของการตลาดเพื่อสังคม จะไม่จำกัดอยู่เพียงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายขององค์กร แต่สามารถเป็นคนหลากหลายกลุ่มในสังคมที่องค์กรต้องการเข้ามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหรือช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนกลุ่มดังกล่าว&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-6728011320511127399?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/6728011320511127399/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=6728011320511127399' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6728011320511127399'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6728011320511127399'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2012/01/csr-55.html' title='CSR ปี 55 การตลาดทางสังคมมาแรง'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-9065751804526255671</id><published>2011-12-08T17:40:00.000+07:00</published><updated>2011-12-08T17:41:38.190+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>กลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติภาคธุรกิจ</title><content type='html'>เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้น นอกจากกลยุทธ์ทางธุรกิจซึ่งใช้ในภาวะปกติจะไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ตามที่เคยเป็นแล้ว ภาคธุรกิจยังจำต้องนำหรือพัฒนากลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติในภาวะฉุกเฉินขึ้นมาใช้เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่ปกติในห้วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติดังกล่าวด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติจะต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ในแต่ละระยะ ซึ่งโดยทั่วไปจะจำแนกออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ กลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นโดยทันทีหรือในช่วงสั้นๆ กลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติในช่วงกลาง และกลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเอกสารของ International Business Leaders Forum (IBLF) ชื่อ “&lt;a href="http://bit.ly/smjby1" target="_blank"&gt;Disaster Management and Planning: an IBLF framework for Business Response&lt;/a&gt;” ได้ให้แนวทางในการรับมือภัยพิบัติทั้งสามระยะไว้ ภายใต้กลยุทธ์ที่เรียกว่า การช่วยเหลือ (Rescue) – การบรรเทาทุกข์ (Relief) – การฟื้นฟู (Recovery)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์การช่วยเหลือ (Rescue)&lt;/b&gt; จะเกิดขึ้นโดยทันทีหลังการเกิดภัยพิบัติและทอดระยะเวลาไปได้หลายวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น จุดมุ่งเน้นอยู่ที่การช่วยเหลือคนเจ็บ ผู้ที่ติดค้าง หรือที่ถูกลอยแพ รวมทั้งการระบุตำแหน่งของผู้เสียชีวิต การปรับสภาพของจุดประสบเหตุให้มีความปลอดภัยต่อการเข้าช่วยเหลือ การเข้าสำรวจจุดหรือตำแหน่งของพนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือ การเตรียมปัจจัยพื้นฐานที่ต้องการเร่งด่วน อาทิ น้ำดื่ม อาหาร เวชภัณฑ์ ที่พักพิง ฯลฯ รวมถึงการติดต่อกับครอบครัว การแจ้งข่าวแก่ญาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์การบรรเทาทุกข์ (Relief)&lt;/b&gt; ในระยะต่อมา จะมุ่งเน้นที่การประเมินความเสียหาย และการติดต่อประสานงานในพื้นที่เพื่อให้ได้รับสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการยังชีพ ไปยังหน่วยบรรเทาสาธารณภัยของทางการและที่เป็นสากล อาทิ การผลิตน้ำบริสุทธิ์ การอนามัยอาหารให้ถูกสุขลักษณะ การจัดศูนย์ดูแลและพักพิง โดยการดำเนินงานในระยะนี้ ยังรวมถึงการจัดหาการติดต่อสื่อสาร โลจิสติกส์ การช่วยเหลือซ่อมแซมสาธารณูปโภคพื้นฐาน การเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลที่ขาดความช่วยเหลือ การรวบรวมข่าวสารสำคัญด้านประชากร ความเสียหาย ความเสี่ยงต่อสุขภาพ ตลอดจนสถานการณ์โดยรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์การฟื้นฟู (Recovery)&lt;/b&gt; ในระยะยาว จะมุ่งเน้นที่การซ่อมสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย การฟื้นสภาพความเป็นอยู่ให้กลับเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติ รวมทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สิ่งท้าทายสำคัญของกลยุทธ์การฟื้นฟูในการที่จะคงสภาพการดำรงอยู่ของครัวเรือน นักธุรกิจขนาดเล็ก และแรงงานในโรงงานให้ดำเนินต่อไปได้ คือ การเชื่อมโยงไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองในระยะยาวและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดำเนินกลยุทธ์ในช่วงสั้นและช่วงกลางจะมีส่วนสำคัญต่อการรับมือยามเมื่อประสบเหตุฉุกเฉินและเมื่อมีความต้องการด้านมนุษยธรรม ส่วนการดำเนินกลยุทธ์ในระยะยาวจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางการพัฒนาใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ ที่บรรดาธุรกิจจะต้องดำเนินตามในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาวะฉุกเฉินและความต้องการด้านมนุษยธรรม กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ให้กลับเข้าสู่วิถีเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยเสถียรภาพ การเติบโต และการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ การดำเนินกลยุทธ์ในระยะยาว ยังได้ให้ความสำคัญกับความจำเป็นด้านทักษะและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญบนเส้นทางในช่วงการพัฒนาใหม่ๆ หรือการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทบาทของภาคธุรกิจในแต่ละระยะจึงมีความสำคัญยิ่ง และไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับการทำธุรกิจตามปกติเท่านั้น แต่การดำเนินบทบาทเหล่านี้ยังสามารถนำไปสู่การสนับสนุน (และชี้นำ) การทำงานขององค์กรในหลายขั้นตอน จากบทเรียนภัยพิบัติในอดีต ได้ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการวางแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต การตระเตรียมบทบาททางธุรกิจเฉพาะสาขาต่อการฟื้นฟูภัยพิบัติ การกำหนดบทบาทของภาคธุรกิจที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง รวมทั้งการสนับสนุนให้ธุรกิจดำเนินไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111208/423436/กลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติภาคธุรกิจ.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/12/blog-post.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-9065751804526255671?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/9065751804526255671/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=9065751804526255671' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/9065751804526255671'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/9065751804526255671'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/12/blog-post.html' title='กลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติภาคธุรกิจ'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-5327341858247707</id><published>2011-11-24T11:41:00.000+07:00</published><updated>2011-11-24T11:43:05.045+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>10 คำถามสำหรับผู้นำองค์กรต่อการรับมือภัยพิบัติ</title><content type='html'>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกๆ ครั้งที่เกิดภัยพิบัติ สังคมได้ตั้งความคาดหวังต่อภาคธุรกิจในการเข้าให้ความช่วยเหลือตามบทบาทที่ถูกกำกับด้วยเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและในฐานะขององค์กรพลเมืองที่ดี ขณะเดียวกันธุรกิจในสาขาต่างๆ รวมทั้งผู้นำองค์กรเหล่านั้นในวันนี้ ต่างก็มิได้ปฏิเสธบทบาทดังกล่าวเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การดำเนินการที่เหมาะสม สอดคล้องต้องตามเหตุการณ์ และสนองตอบต่อความต้องการของพนักงานและสาธารณชนได้อย่างเห็นผล จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ในการวางแนวทางที่จะดำเนินการ ล่วงรู้ถึงปัจจัยและตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเล็งเห็นถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ผู้บริหารองค์กรจะเผชิญกับอุปสงค์เช่นที่เคยประสบในภาวการณ์ปกติ แต่ในสถานการณ์หลังภัยพิบัติ ไม่ว่าผู้บริหารจะมีเจตนาที่ดีเพียงใดก็ตาม สภาพการณ์จะมีความซับซ้อนและทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ดีดังที่เคยเป็น เช่น การตัดสินใจที่ต้องทำทันทีโดยขาดข้อมูลที่ครบถ้วน การได้รับข้อมูลรายงานที่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ หรือมีสภาพความกดดันจากเหตุการณ์ที่ต้องดำเนินการอย่างปัจจุบันทันด่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเอกสารของ International Business Leaders Forum (IBLF) ชื่อ “&lt;a href="http://bit.ly/vwkj2e" target="_blank"&gt;Best Intentions: Complex Realities&lt;/a&gt;” ได้ประมวล 10 ข้อคำถามที่ผู้นำองค์กรจำต้องสำรวจและซักซ้อมกับคณะผู้บริหารเพื่อให้แน่ใจว่า องค์กรได้มีการตระเตรียมความพร้อมและมีความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล โดยคำถามทั้ง 10 ข้อ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;1. เราได้เตรียมพร้อมหรือยัง&lt;/b&gt; องค์กรจำต้องดำเนินการคะเนถึงความต้องการและแรงกดดัน รวมทั้งการประเมินผลกระทบที่มีต่อธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผลและฉับไว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;2. เรามีข้อมูลพอที่จะรับมือหรือไม่&lt;/b&gt; องค์กรจำต้องได้ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ทั้งจากผู้จัดการ หัวหน้างาน และหุ้นส่วนธุรกิจที่คลุกคลีอยู่ในภาคสนาม เพื่อที่จะสามารถประเมินสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉินให้มีความแม่นยำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;3. เหตุพิบัติที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวเนื่องโดยตรงต่อธุรกิจอย่างไร&lt;/b&gt; หากองค์กรมีสินทรัพย์ พนักงาน และกิจกรรมทางธุรกิจในพื้นที่ ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับเหตุพิบัติ และองค์กรย่อมต้องถูกคาดหวังจากพนักงาน สาธารณชน ตลอดจนสื่อมวลชน ให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;4. เราจะเข้าช่วยเหลือให้ดีที่สุดได้อย่างไร&lt;/b&gt; องค์กรสามารถเข้าดำเนินการโดยตรงในพื้นที่ผ่านทางหน่วยธุรกิจหรือจะใช้วิธีให้การสนับสนุนช่วยเหลือในระยะไกล ทั้งนี้ องค์กรจำเป็นต้องตัดสินใจใช้หรือผสมผสานรูปแบบการช่วยเหลือให้มีประสิทธิผลสูงสุด ระหว่างเงินช่วยเหลือ สิ่งของที่คำนวณเป็นมูลค่าเทียบเคียง โลจิสติกส์ หรือความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;5. เรามีหุ้นส่วนที่มีประสิทธิผลหรือไม่&lt;/b&gt; ผู้เป็นหุ้นส่วนที่องค์กรเลือกทำงานด้วย หรือที่ส่งการสนับสนุนไปให้ ควรมีความรู้ความจัดเจนพื้นที่และมีสมรรถภาพในการทำงานภาคสนามสมกับเป็นหุ้นส่วนที่มีประสิทธิผลในการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;6. ความช่วยเหลือของเราจะส่งทอดต่อในระยะยาวหรือไม่&lt;/b&gt; ผู้เป็นหุ้นส่วนในการทำงานขององค์กรจำเป็นต้องมีประสบการณ์และความสามารถที่จะจัดการสนับสนุนและฟื้นฟูในระยะยาว หรือมีหุ้นส่วนในท้องถิ่นช่วยดำเนินการให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;7. เราสามารถรับประกันให้มีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้หรือไม่&lt;/b&gt; ผู้เป็นหุ้นส่วนร่วมดำเนินงาน ควรจัดทำบัญชีและรายงานรายการให้ความช่วยเหลืออุดหนุนที่ได้รับจากองค์กร รวมทั้งวิธีการและงวดเวลาที่เบิกจ่าย โดยหากเกิดข้อสงสัย องค์กรควรพิจารณาจัดทำข้อผูกมัดแบบมีเงื่อนไข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;8. เรามีวิธีในการจัดการให้ความช่วยเหลืออย่างไร&lt;/b&gt; องค์กรจำต้องรู้จักผู้ประสานงาน ผู้เฝ้าสังเกตการณ์ ช่องทางการมีส่วนร่วมของพนักงานหรือหน่วยงานในพื้นที่ การดูแลความช่วยเหลือให้เป็นไปตามแผน และการคาดการณ์ล่วงหน้าหากสิ่งที่นำไปช่วยเหลือไม่สามารถนำไปใช้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;9. เรามีแนวทางในการดูแลเผยแพร่ข้อมูลที่สาธารณชนสนใจอย่างไร&lt;/b&gt; องค์กรจำต้องดำเนินการบริหารงานประชาสัมพันธ์และแง่มุมด้านสื่อตั้งแต่เริ่มต้น รู้จักคุมการคาดหมายทางสื่อในห้วงเวลาที่เป็นเป้าสายตาของสาธารณชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;10. เราได้จัดลำดับความสำคัญอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่&lt;/b&gt; องค์กรต้องแน่ใจว่าการให้ความช่วยเหลือและสิ่งที่ดำเนินการไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อการดำเนินงานตามลำดับความสำคัญอื่นๆ และคงไว้ซึ่งความยืดหยุ่นต่อการดำเนินงานในวันข้างหน้า (สำหรับพื้นที่ประสบเหตุ ประเทศ ภูมิภาค) และต่อสิ่งสำคัญเร่งด่วนอื่นๆ ในปัจจุบันหรือในอนาคต...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111124/421107/10-คำถามสำหรับผู้นำองค์กรต่อการรับมือภัยพิบัติ.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/11/10.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-5327341858247707?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/5327341858247707/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=5327341858247707' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5327341858247707'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5327341858247707'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/11/10.html' title='10 คำถามสำหรับผู้นำองค์กรต่อการรับมือภัยพิบัติ'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-3748254781962871595</id><published>2011-11-17T14:39:00.001+07:00</published><updated>2011-11-17T14:41:23.714+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>แนวการฟื้นฟูในช่วงต้นหลังน้ำลด</title><content type='html'>ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า นับจนถึงขณะนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ประสบอุทกภัยทั้งสิ้น 64 จังหวัด โดยมีจังหวัดที่น้ำยังท่วมอยู่ 24 จังหวัด และมีจังหวัดที่อยู่ระหว่างฟื้นฟู 40 จังหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Strategic Committee for Reconstruction and Future Development (SCRF) โดยมีหน้าที่หลักในการระดมความคิดเห็นและความรู้เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาวเสนอแก่รัฐบาล รวมถึงข้อเสนอในการจัดตั้งองค์กรถาวร วิธีการบริหารจัดการ การบริหารการเงิน การสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน การเสนอแนวทางการปฏิบัติราชการแผ่นดินในการฟื้นฟูและพัฒนา ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเอกสารของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เรื่อง “&lt;a href="http://bit.ly/uW0Yz1" target="_blank"&gt;UNDP Policy on Early Recovery&lt;/a&gt;” ได้แสดงระยะการเปลี่ยนผ่านจากการให้ความช่วยเหลือและการบรรเทาทุกข์ (Relief) สู่สถานะการฟื้นฟู (Recovery) ในช่วงต้น จนเข้าสู่การบูรณะ (Reconstruction) และการพัฒนาในระยะยาว ไว้ดังรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-WOuJdA0PZ8k/TsS6eWYAxMI/AAAAAAAAAEc/cQ33Wh1PTYo/s1600/recovery-phase.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 304px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-WOuJdA0PZ8k/TsS6eWYAxMI/AAAAAAAAAEc/cQ33Wh1PTYo/s400/recovery-phase.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5675866460958803138" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;การกำหนดยุทธศาสตร์ กรอบการทำงาน และแผนการฟื้นฟู จำต้องอาศัยการประเมินความเสียหายและความสูญเสียในภาพรวม เป็นข้อมูลตั้งต้น ทั้งนี้ แผนการฟื้นฟูควรมุ่งไปยังการบูรณะชุมชนให้กลับคืนสภาพ ด้วยมาตรการที่คำนึงถึงประเด็นด้านความยั่งยืน โดยหลีกเลี่ยงการสร้างกลไกที่ชุมชนต้องอาศัยการพึ่งพาจากภายนอก และให้มีส่วนในกระบวนการตัดสินใจบนพื้นฐานที่ชุมชนเป็นเจ้าภาพ เนื่องเพราะประเด็นความยั่งยืนถือเป็นกุญแจหลักที่ทำให้การฟื้นฟูเกิดผลสัมฤทธิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า ความสำเร็จของแผนบูรณะหลังภัยพิบัติ จะขึ้นอยู่กับระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีต่อการวางแผนและการนำแผนไปปฏิบัติ (&lt;a href="http://bit.ly/sUxTO8" target="_blank"&gt;Narayan&lt;/a&gt;, 2001) โดยผลดีของการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ การสะท้อนปัญหาที่เป็นจริง ได้โจทย์ที่แม่นยำสำหรับการฟื้นฟู และรู้ชัดถึงลำดับความสำคัญ รวมทั้งการลดข้อขัดแย้งและขจัดความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นภาระต้นทุนดำเนินการที่หลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่ต้น ตลอดจนการดูแลบำรุงรักษาต่อโดยชุมชนหลังสิ้นสุดระยะการฟื้นฟูตามโครงการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของภาครัฐ มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีความทับซ้อนในแผนการฟื้นฟูระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น หรือระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนำไปสู่ความซ้ำซ้อนในการจัดสรรงบประมาณ จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลาง มีบทบาทนำในการประสานงาน การบริหาร การวางแผน และการตัดสินใจตามข้อปฏิบัติที่ดี (เช่น มีการประเมิน มีการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีส่วนได้เสียอย่างเหมาะสม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของภาคเอกชน นอกจากบทบาทของการให้ทุนสนับสนุนในแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมฟื้นฟูต่างๆ องค์กรธุรกิจยังสามารถคิดแผนการจ้างงานทั้งชั่วคราวและประจำให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ หรือการวางแผนจำหน่ายสินค้าและบริการในราคาทุนให้แก่ชุมชนในช่วงฟื้นฟู หรือการให้เครดิตการค้าและให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยต่ำแก่คู่ค้า ผู้ประกอบการในห่วงโซ่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของภาคประชาสังคม แม้บทบาทของเอ็นจีโอส่วนใหญ่จะได้ดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ แต่ก็ยังมีอีกหลายแห่งที่ทำงานสืบเนื่องมาจนถึงช่วงการฟื้นฟู โดยจุดแข็งของเอ็นจีโอเหล่านี้ ได้แก่ ความชำนาญในพื้นที่และรู้จักชุมชน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการทำงานฟื้นฟูในพื้นที่ชุมชนได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับกรอบเวลาของระยะการฟื้นฟู โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงเวลา 1 ปี และเปลี่ยนผ่านไปสู่ช่วงของการบูรณะเป็นเวลา 3 ปี สืบเนื่องจนเข้าสู่ช่วงของการพัฒนาในระยะยาว...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111117/419964/แนวการฟื้นฟูในช่วงต้นหลังน้ำลด.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/11/blog-post.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-3748254781962871595?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/3748254781962871595/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=3748254781962871595' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3748254781962871595'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3748254781962871595'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/11/blog-post.html' title='แนวการฟื้นฟูในช่วงต้นหลังน้ำลด'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-WOuJdA0PZ8k/TsS6eWYAxMI/AAAAAAAAAEc/cQ33Wh1PTYo/s72-c/recovery-phase.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-3230839797554531618</id><published>2011-11-10T12:34:00.000+07:00</published><updated>2011-11-10T12:36:06.561+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>แผนอาสา CSR ในช่วงประสบภัย</title><content type='html'>บทความนี้เป็นชิ้นที่ 3 ในชุดบทความสนับสนุนองค์กรธุรกิจที่เข้าช่วยเหลือสถานการณ์ในช่วงเผชิญเหตุ (Response) อุทกภัยที่กำลังแผ่ขยายวงกว้าง สร้างผลกระทบกับธุรกิจและครัวเรือนจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าผู้ประสบภัยตลอดจนผู้ที่ได้รับผลกระทบจะยังคงต้องอยู่กับสถานการณ์น้ำท่วมไปอีกนานนับเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความช่วยเหลือจากภาคธุรกิจยามนี้ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาครัฐและภาคประชาสังคมโดยรูปแบบของความช่วยเหลือ มีทั้งที่เป็นเงินและสิ่งของ รวมทั้งการอาสาช่วยเหลือในระดับต่างๆ ตั้งแต่กิจกรรมที่เห็นเบื้องหน้า เช่น การช่วยบรรจุและวางแนวกระสอบทรายกั้นน้ำ การช่วยบรรจุและนำส่งสิ่งของเครื่องยังชีพแก่ผู้ประสบภัย การช่วยเหลืออพยพผู้ประสบภัย และกิจกรรมที่อยู่เบื้องหลัง เช่น การติดตั้งและวางระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัยในด้านต่างๆ งานวิชาการสนับสนุนการตัดสินใจที่ตอบสนองอุบัติการณ์ในกรณีต่างๆ การใช้ทักษะในวิชาชีพต่างๆ มาอาสาช่วยงานในช่วงเผชิญเหตุนี้โดยไม่คิดค่าวิชาชีพ (หรือที่เรียกว่า Pro Bono Engagement)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเอกสาร “&lt;a href="http://bit.ly/tuHbyv" target="_blank"&gt;The Role of Employee Engagement in Disaster Response: Learning from Experience&lt;/a&gt;” ที่จัดทำขึ้นโดย Business in the Community (BITC) และ International Business Leaders Forum (IBLF) ได้ให้แนวทางในการสร้างข้อผูกพันร่วมกับพนักงานต่อการตอบสนองภัยพิบัติไว้ 8 ประการภายใต้ตัวย่อ RESPONSE ซึ่งมีประโยชน์ต่อองค์กรและพนักงานที่กำลังอาสาเข้าให้ความช่วยเหลือ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Review&lt;/b&gt; – พิจารณาทบทวนแผนงานขององค์กรในปัจจุบันและประสบการณ์ที่ได้รับก่อนหน้า การดำเนินการทบทวนและกำหนดนโยบายการเผชิญเหตุภัยพิบัติ จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติในครั้งต่อๆ ไปขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Engage&lt;/b&gt; – ใช้จุดแข็งและสมรรถภาพหลักในการเข้าช่วยเหลือ การจัดโครงสร้างของแผนผูกพันพนักงานสำหรับตอบสนองภัยพิบัติ โดยการดึงศักยภาพของบรรดาหัวกะทิและประสบการณ์ของพนักงานในบริษัทมาทำงานอาสาที่เหมาะสม จะยังประโยชน์ได้มากกว่าการอาสาในแบบทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Secure&lt;/b&gt; – ขวนขวายเพื่อให้ได้คำมั่นจากผู้บริหารระดับสูง การสนับสนุนทางการเงินในเหตุภัยพิบัติต้องมีแรงโน้มน้าวหลักจากการตัดสินใจของผู้บริหารสูงสุดในองค์กร และเป็นการเพิ่มน้ำหนักในแผนงานตอบสนองภัยพิบัติที่จะดำเนินการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Prepare&lt;/b&gt; – ตระเตรียมนโยบายและวางระบบสนับสนุนแผนผูกพันพนักงานในการตอบสนองภัยพิบัติ อาทิ นโยบายกองทุนช่วยเหลือ เงินสมทบ วันลาพิเศษ ระบบการประเมินความต้องการสำหรับความช่วยเหลือในช่วงภัยพิบัติ การแสวงหาพันธมิตรหรือหุ้นส่วนที่จะดำเนินการ เพื่อที่จะตอบสนองได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิผลสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Organise&lt;/b&gt; – จัดระบบประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย เนื่องจากการปฎิบัติงานในช่วงเผชิญเหตุเต็มไปด้วยความเสี่ยง องค์กรจึงจำเป็นต้องจัดให้มีระบบประเมินฯ การป้องกัน และกรมธรรม์ประกันภัยที่เพียงพอในการรองรับแผนผูกพันพนักงานสำหรับตอบสนองภัยพิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Negotiate&lt;/b&gt; – เจรจาทำข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรร่วมดำเนินงานอื่นๆ เพื่อรองรับการดำเนินงานสนับสนุนทั้งการให้บริการ การระดมความเชี่ยวชาญในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในระยะยาว หลังจากช่วงการเผชิญเหตุผ่านพ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Structure&lt;/b&gt; – จัดระเบียบและโครงสร้างในการเผชิญเหตุ ตามกรอบของบทบาทและความรับผิดชอบในพื้นที่ครอบคลุม อาทิ ในระดับประเทศ ในระดับภูมิภาค และในสำนักงานใหญ่ โดยมีการมอบหมายพนักงานที่เป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละระดับ สอดรับกับพื้นที่ครอบคลุม เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการดำเนินงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Evaluate&lt;/b&gt; – ประเมินวิธีการดำเนินงานและความช่ำชองในการสื่อสาร ความท้าทายสำคัญขององค์กรในการเข้าช่วยเหลือในช่วงเผชิญเหตุ คือ รูปแบบการให้ความช่วยเหลือ และการรายงานผลการให้ความช่วยเหลือ โดยไม่เพียงแต่การให้ความช่วยเหลือต้องมีประสิทธิผลยิ่งแล้ว การสื่อสารรายงานก็ต้องดำเนินการอย่างมีกลยุทธ์ด้วย เนื่องเพราะการสื่อสารที่ดีจะช่วยปลุกเร้าให้เกิดความช่วยเหลือและการอาสาของพนักงานภายในองค์กรเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงและเพิ่มภาพลักษณ์ให้แก่องค์กรไปพร้อมกัน...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111110/418434/แผนอาสา-CSR-ในช่วงประสบภัย.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/11/csr.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-3230839797554531618?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/3230839797554531618/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=3230839797554531618' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3230839797554531618'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3230839797554531618'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/11/csr.html' title='แผนอาสา CSR ในช่วงประสบภัย'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-3228157625940431554</id><published>2011-10-27T14:56:00.002+07:00</published><updated>2011-10-27T16:27:59.971+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>อะไรควร-ไม่ควร ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย</title><content type='html'>จนถึงขณะนี้ วิกฤติการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาเบาบางลง พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบมีจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกัน น้ำใจและความช่วยเหลือจากผู้ที่มีจิตอาสาและองค์กรในภาคต่างๆ ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเข้าช่วยเหลือจากอาสาสมัครมีอย่างท่วมท้น ไม่แพ้ปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมแม้แต่น้อย ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า คนไทยจะสามารถฝ่าวิกฤตการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้อย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ด้วยปริมาณความช่วยเหลือที่มาจากทั่วสารทิศ และไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เช่นนี้ หากองค์กรที่เป็นแกนในการให้ความช่วยเหลือหลัก ขาดความสามารถในการบริหารจัดการด้วยการวางกลไกและระบบรองรับให้มีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงที ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในอีกมิติหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเอกสาร “&lt;a href="http://bit.ly/sMWTtf" target="_blank"&gt;Integrated Flood Risk Management in Asia&lt;/a&gt;” ที่จัดทำขึ้นโดย ADPC (Asian Disaster Preparedness Center) และ UNDP ได้ให้ข้อแนะนำในการเข้าให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินแก่องค์กรหรือภาคีต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งแก่องค์กรที่เป็นแกนในการให้ความช่วยเหลือหลัก และองค์กรเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือในระดับต่างๆ ไม่มากก็น้อย จึงนำมาเรียบเรียงเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td bgcolor="#EEEEEE" width="50%" align="center" valign="top"&gt;&lt;b&gt;Do&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EEEEEE" width="50%" align="center" valign="top"&gt;&lt;b&gt;Don't&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;พิจารณาบริจาคตามคำร้องขอถึงสิ่งที่ต้องการ และหลีกเลี่ยงการบริจาคสิ่งที่ไม่ต้องการ&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าสันนิษฐานถึงสิ่งที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือเอาเอง&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;คิดให้ถ้วนถี่ถึงความสามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างมีประสิทธิผล ตามคำขอความช่วยเหลือที่เป็นไปตามการประเมินความต้องการขั้นต้น&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าตอบสนองเพื่อหวังโฆษณาออกสื่อ&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;กรณีที่ประสงค์จะช่วยเหลือ จัดเตรียมการตอบสนองให้ทันต่อเวลา&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าไปถึงล่าช้า โดยเฉพาะการค้นหาผู้ประสบภัยและให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ เป็นกรณีที่ต้องรีบดำเนินการในช่วงแรกของภาวะฉุกเฉิน&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;จดบันทึกการให้ความช่วยเหลือต่างๆ พร้อมสำหรับการชี้แจงถึงการตัดสินใจและการดำเนินการ&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าใช้ภาวะฉุกเฉินเป็นช่องทางในการโฆษณาหรือส่งเสริมการดำเนินการขององค์กร เช่น การจำลองเหตุการณ์ช่วยเหลือเพื่อการประชาสัมพันธ์&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;ทำการประเมินและวิจัยที่นำไปสู่โครงการซึ่งตอบความต้องการและอยู่ในวิสัยที่องค์กรสามารถดำเนินการ&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าจัดให้มีกิจกรรมความช่วยเหลือตามสิ่งจูงใจที่เป็นตัวเงินจากองค์กรผู้บริจาค และองค์กรที่บริจาคไม่ควรแข่งขันกันเพียงเพื่อสนองความต้องการที่เห็นเด่นชัดสุดในพื้นที่&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;สร้างโครงข่ายและสื่อกลางสำหรับการติดต่อสื่อสารและสนทนาสองทาง&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่ากันผู้ประสบภัยออกจากการวางแผนกิจกรรมให้ความช่วยเหลือและการฟื้นฟู&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;พิจารณาผลกระทบโครงการที่มีต่อสิ่งแวดล้อม จัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าทำลายสิ่งแวดล้อม&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;คำนึงถึงความสัมพันธ์และโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ในชุมชน&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าสร้างมูลเหตุแห่งความตึงเครียดในชุมชน ด้วยการละเลยโครงสร้างเชิงสังคม&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;ให้แน่ใจว่าโครงการ ตอบสนองความต้องการของผู้รับ มิใช่ความต้องการของผู้บริจาค&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าเร่งรัดให้ดำเนินโครงการ โดยปราศจากการประเมินอย่างเข้มงวด&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;เข้าร่วมรับฟังหารือระดับองค์กรกับภาคีต่างๆ ขึ้นทะเบียนกับองค์กรช่วยเหลือหลักเมื่อมีคำขอ แลกเปลี่ยนข่าวสาร รวมทั้งการให้ความร่วมมือ การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนดำเนินงานในส่วนที่เป็นไปได้&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าเพิกเฉยคำขอของภาครัฐ และองค์กรช่วยเหลือหลักในพื้นที่ประสบภัย&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;เคารพในวิถีแห่งวัฒนธรรม และพิจารณาถึงข้อกระทบที่มีกับโครงการ อาทิ การออกแบบศูนย์อพยพ รูปแบบที่พักพิง&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าละเลยบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม อาทิ เครื่องแต่งกายที่เหมาะสม จารีตทางศาสนา และวิถีชีวิตตามประเพณี&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;คำนึงถึงความเป็นอยู่ของบุคลากรผู้ให้ความช่วยเหลือ ในด้านการพักผ่อน สุขภาพจิต อาหาร น้ำ&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าให้บุคลากรผู้ให้ความช่วยเหลือ ตรากตรำทำงานจนเกินขีดจำกัด&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;ตระเตรียมปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานจำเพาะหน้าให้ลุล่วง เช่น การนำอุปกรณ์ที่ถูกต้องและบุคลากรที่มีทักษะเหมาะสม เข้าให้ความช่วยเหลือ&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;อย่าหลงลืมว่าการจัดหาหรือให้ความช่วยเหลือนั้น เป็นจุดมุ่งหมายหลักที่มีต่อผู้ประสบภัย&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111027/415983/อะไรควร-ไม่ควร-ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/10/blog-post_27.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-3228157625940431554?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/3228157625940431554/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=3228157625940431554' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3228157625940431554'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3228157625940431554'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/10/blog-post_27.html' title='อะไรควร-ไม่ควร ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-4712014476081203959</id><published>2011-10-13T14:52:00.005+07:00</published><updated>2011-10-13T15:21:16.713+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>ธุรกิจทำอะไรได้บ้าง นอกจากการบริจาค</title><content type='html'>ประเทศไทยกำลังประสบกับพิบัติภัยทางน้ำที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ขณะนี้พื้นที่กว่า 60 จังหวัดได้รับผลกระทบ และประชาชนมากกว่า 2 ล้านคนได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ในครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติจากการประมวลของ World Economic Forum (&lt;a href="http://bit.ly/pjkBvq" target="_blank"&gt;A Vision for Managing Natural Disaster Risk&lt;/a&gt;, April 2011) ได้จำแนกระยะของการดำเนินการออกเป็น 4 ขั้น คือ การลดหรือการบรรเทาความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Reduction/Mitigation) การตระเตรียมความพร้อม (Readiness/ Preparedness) การตอบสนอง (Response) และการฟื้นฟูจากภัยพิบัติ (Recovery)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-34N3Z9OZyyQ/TpaZbBYOVWI/AAAAAAAAAEI/lTi7gSQ8Ikw/s1600/rolesofstakeholders.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 629px; height: 365px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-34N3Z9OZyyQ/TpaZbBYOVWI/AAAAAAAAAEI/lTi7gSQ8Ikw/s1600/rolesofstakeholders.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5662882270970533218" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div align="center"&gt;บทบาทของภาคีผู้มีส่วนได้เสียต่อการรับมือกับภัยพิบัติ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า &lt;b&gt;บทบาทในการรับมือกับภัยพิบัติ มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาครัฐ แต่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในสังคม&lt;/b&gt; ที่รวมถึงภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ตลอดจนประชาคมนานาชาติ เพียงแต่ระดับของการมีส่วนร่วมในแต่ละระยะจะมีความแตกต่างกันออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ขณะนี้ กำลังเข้าระยะของการตอบสนอง (Response)&lt;/b&gt; ที่ซึ่งบทบาทของภาครัฐและภาคประชาสังคม (หน่วยกู้ภัยและอาสาสมัครในด้านต่างๆ) มีความสำคัญที่สุด และที่เราได้รับข้อมูลเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การยื่นมือเข้าร่วมช่วยเหลือจากประชาคมนานาชาติ ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางการรับมือกับภัยพิบัติที่เป็นสากลนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับภาคธุรกิจ ความช่วยเหลือในระยะนี้ จะอยู่ในรูปของการบริจาคเงิน สิ่งของเครื่องใช้ โดยเฉพาะที่เป็นปัจจัยสี่ จะมีความสำคัญ ทั้งนี้ บทบาทของภาคธุรกิจจะทวีความสำคัญมากขึ้นในช่วงของการฟื้นฟู (Recovery) ที่ซึ่งความช่วยเหลือจะแปรสภาพจากการบริจาคไปเป็นความช่วยเหลือในรูปแบบอื่น เช่น การซ่อมแปลงหรือสร้างใหม่ (Rebuild) ในบริเวณที่ได้รับความเสียหาย การถอนย้ายหรือการหลบหลีก (Retreat) มายังพื้นที่ใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดระลึกว่า “ธุรกิจไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในสังคมที่ล้มเหลว” (Business cannot succeed in a society that fails...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111013/413528/ธุรกิจทำอะไรได้บ้าง-นอกจากการบริจาค.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/10/blog-post.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-4712014476081203959?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/4712014476081203959/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=4712014476081203959' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/4712014476081203959'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/4712014476081203959'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/10/blog-post_13.html' title='ธุรกิจทำอะไรได้บ้าง นอกจากการบริจาค'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-34N3Z9OZyyQ/TpaZbBYOVWI/AAAAAAAAAEI/lTi7gSQ8Ikw/s72-c/rolesofstakeholders.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-9208702994161876715</id><published>2011-10-06T19:06:00.001+07:00</published><updated>2011-10-11T19:14:36.250+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>มาเพิ่มอุปนิสัยสีเขียวกันเถอะ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-ogoCh609pMA/TpQya5gRt_I/AAAAAAAAAp4/WPQpu9MppSI/s1600/cover-7greenhabits.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 202px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-ogoCh609pMA/TpQya5gRt_I/AAAAAAAAAp4/WPQpu9MppSI/s320/cover-7greenhabits.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5662206069205743602" /&gt;&lt;/a&gt;เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันไทยพัฒน์ ร่วมกับเอ็นบีซี และดีแทค จัดเสวนาฉีกกรอบคิดกับคนรุ่นใหม่ หัวข้อ "7 Green Habits" เรียนรู้แนวคิดแนวปฏิบัติของ 4 องค์กรต้นแบบ: เอสซีจี บางจาก กสิกรไทย และพฤกษาเรียลเอสเตท พร้อมร่วมส่งเสริม 7 อุปนิสัยสีเขียวในกลุ่มคนรุ่นใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่แสดงออกถึงความห่วงใยในความปลอดภัย สุขอนามัย และคุณภาพชีวิต ภายใต้วิถีแห่งการบริโภคที่ยั่งยืนซึ่งเป็นกระแสหลักของโลก จนเป็นเหตุให้องค์กรธุรกิจจำต้องปรับปรุงและพัฒนากระบวนการดำเนินงาน สายผลิตภัณฑ์ รวมทั้งบริการต่างๆ ที่อิงกับ Green Habits เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปนิสัยแห่งการลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เป็นพฤติกรรมที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากร การบริโภคผลิตภัณฑ์ และการจัดการของเสีย ที่มีการรณรงค์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้จัดทำหนังสือ 7 อุปนิสัยสีเขียว หรือ 7 Green Habits  โดยได้เพิ่มเติมอุปนิสัยแห่งการคิดใหม่ (Rethink) การปฏิเสธ (Refuse) การปรับสภาพ (Recondition) และการคืนกลับ (Return) ที่เป็นการทบทวนและปรับเปลี่ยนกิจกรรมทั้งในกระบวนการทำงานและในการดำเนินชีวิตในทิศทางที่ก่อให้เกิดผลดีกับโลก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;b&gt;Rethink&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเรามีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง กระแสการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมจะไม่เกิดผลสำเร็จใดๆ หากทุกคนที่ได้รับฟังข้อมูลไม่ตระหนักว่าตนเองต้องเปลี่ยนแปลง การคิดใหม่ ไม่จำเป็นต้องสร้างหรือนำเสนอสิ่งใหม่ (Reinvent) ที่ต้องเริ่มจากศูนย์เสมอไป การต่อยอดขยายผลหรือปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่เดิมด้วยความคิดใหม่ อาจดีกว่า ประหยัดกว่า และทุ่นเวลากว่าการต้องเริ่มใหม่ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ เมื่อคิดได้แล้ว ต้องลงมือทำ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;b&gt;Refuse&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;การปฏิเสธเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่ให้ถูกนำมาใช้หรือถูกทำลายเร็วขึ้น และเพื่อให้เวลาธรรมชาติในการฟื้นสภาพตัวเองตามระบบนิเวศ เริ่มจากสิ่งนอกตัว เช่น สินค้าฟุ่มเฟือย สิ่งที่เราต้องเติมใส่ร่างกาย เช่น อาหารนำเข้า จนถึงสิ่งที่อยู่ข้างในกาย คือ จิตใจ เพราะเมื่อจิตร้อน กายก็ร้อน สิ่งรอบข้างก็ได้รับกระแสร้อน สุดท้ายทั้งโลกก็ร้อนขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;b&gt;Recondition&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ของหลายอย่างสามารถปรับแต่งซ่อมแซม (Repair) แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ดังเดิม จงพยายามใช้ของให้ถูกวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงการชำรุดเสียหายก่อนเวลาอันควร และหากสิ่งของใดมีกำหนดเวลาที่ต้องบำรุงรักษา ให้หมั่นตรวจสอบและปฏิบัติตามตารางการบำรุงรักษา เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น ขณะที่อุปกรณ์บางจำพวกอาจต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือทดแทน (Replace) ด้วยอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่า เช่น เครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้า และประหยัดพลังงาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;b&gt;Return&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;หน้าที่หนึ่งของมนุษย์ในฐานะผู้อาศัยโลกเป็นที่พักพิง คือ การตอบแทนคืนแก่โลก ใครใช้ทรัพยากรใดจากธรรมชาติเยอะ ก็ต้องคืนทรัพยากรนั้นกลับให้มากๆ ผลกระทบใดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการดำเนินงาน ก็ต้องพยายามฟื้นฟู ทำให้คืนสภาพ หรือทำให้สมบูรณ์ (Replenish) ดังเดิม เมื่อใดที่ริเริ่มเป็นผู้ให้ได้โดยมิต้องบังคับหรือร้องขอ เมื่อนั้นเราก็จะได้รับกลับคืนอย่างไม่ต้องสงสัยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการประมวลเนื้อหา 7 อุปนิสัยการดำเนินชีวิตและการทำงานที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมแล้ว หนังสือเล่มนี้ ยังได้รวบรวมแบบทดสอบอุปนิสัยที่จะช่วยในการสำรวจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อขอรับได้ที่สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในวันและเวลาทำการ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20111006/412607/มาเพิ่มอุปนิสัยสีเขียวกันเถอะ.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://greenoceanstrategy.blogspot.com/2011/10/blog-post.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-9208702994161876715?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/9208702994161876715/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=9208702994161876715' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/9208702994161876715'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/9208702994161876715'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/10/blog-post.html' title='มาเพิ่มอุปนิสัยสีเขียวกันเถอะ'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-ogoCh609pMA/TpQya5gRt_I/AAAAAAAAAp4/WPQpu9MppSI/s72-c/cover-7greenhabits.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-1497185943231692488</id><published>2011-09-29T19:34:00.001+07:00</published><updated>2011-10-11T19:37:07.228+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>แนวร่วม ISO 26000</title><content type='html'>เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการมาตรฐานแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทยในฐานะที่เป็นสมาชิก ISO ได้จัดทำข้อตกลง (MoU) แนวร่วมการประกอบกิจการตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม (ISO 26000) กับสถาบันไทยพัฒน์ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมจากเจตนาที่ดี (good intentions) ไปสู่การกระทำที่ดี (good actions) ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-5F9OnQ4hWlk/TpQ3TnC7ebI/AAAAAAAAAqE/VS5vC6u1xAE/s1600/mou-iso26000-0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 389px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-5F9OnQ4hWlk/TpQ3TnC7ebI/AAAAAAAAAqE/VS5vC6u1xAE/s400/mou-iso26000-0.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5662211441549867442" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยเอง มีคณะกรรมการวิชาการคณะที่ 1004 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งทำหน้าที่ในลักษณะ National Mirror Committee พิจารณาให้ข้อคิดเห็นต่อ ISO/WG SR (Social Responsibility) ขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน หรือ ISO รวมทั้งกำหนดแนวทางและวิธีการในการส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยกระแสของการพัฒนากิจการให้เจริญเติบโตควบคู่กับการเป็นที่ยอมรับจากสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบสนองต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development: SD) เป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่พ้นสำหรับองค์กรธุรกิจในปัจจุบัน อีกทั้งมาตรฐาน ISO 26000 ได้ถูกระบุให้เป็นแนวในการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ – สังคมที่ยั่งยืนในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน จึงทำให้องค์กรธุรกิจไทยจำต้องเตรียมพร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมตามแนวทางที่สากลยอมรับและการเปิดตลาดเสรีในระดับภูมิภาคอาเซียนในอีกไม่ถึง 4 ปีข้างหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุที่การขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมให้สำเร็จในภาพรวม ไม่สามารถพึ่งพาเพียงองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งโดยลำพังได้ แต่จะต้องอาศัยการสอดประสานการทำงานร่วมกันในห่วงโซ่ธุรกิจ ทั้งในสายอุปทาน (Supply Chain) และในสายคุณค่า (Value Chain) ตลอดกระบวนการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทเรียนที่จับต้องได้ คือ แม้ตัวองค์กรที่เรากำกับดูแลอยู่ จะมี CSR ดีเลิศเพียงใดก็ตาม แต่หากมีผู้ส่งมอบแม้เพียงรายเดียว ส่งมอบวัตถุดิบที่มีปัญหาเข้าสู่กระบวนการผลิต จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคใช้แล้วเกิดปัญหา ตัวองค์กรก็จะพลอยได้รับผลกระทบและทำให้ CSR ที่ดีอยู่นั้น ด่างพร้อยไปต่อหน้าต่อตา ตัวอย่างในอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร มีให้เห็นกันอยู่เนืองๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ การทำงานในแบบแนวร่วม หรือ Collective Action จึงเป็นหนทางในการป้องกันและลดความน่าจะเป็นของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในห่วงโซ่ธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อองค์กรตนเองในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวร่วมการประกอบกิจการตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 เป็นโครงการหนึ่งที่ถูกริเริ่มขึ้น เพื่อเกื้อหนุนองค์กรธุรกิจให้เข้ามีส่วนร่วมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เพิ่มสมรรถนะการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร รวมทั้งการเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมในห่วงโซ่ธุรกิจระหว่างคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง และเน้นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการปฏิบัติ (Practices) ตามข้อแนะนำ (Guidance) ที่เป็นเจตนารมณ์ของ ISO 26000 มิใช่ด้วยการจัดทำและแสดงเอกสาร (Papers) ให้ได้ตามข้อกำหนด (Requirements)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ เรามีผู้ที่อาสาเข้ามานำแนวร่วมการประกอบกิจการตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 ในสาขาโทรคมนาคม อย่าง ดีแทค ในสาขาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ อย่าง พฤกษา เรียลเอสเตท และในสาขาพลังงาน อย่าง บางจากปิโตรเลียม ทำให้คาดหมายได้ว่า จากนี้ไปเราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสายอุปทานและในสายคุณค่าของธุรกิจในสาขาเหล่านี้ ด้วยเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานสากลอย่าง ISO 26000 ในไม่ช้า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดตามข่าวสารความคืบหน้าได้จากสถาบันไทยพัฒน์ (thaipat.org) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (tisi.go.th)...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110929/411497/แนวร่วม-ISO-26000.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/09/iso-26000_29.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-1497185943231692488?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/1497185943231692488/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=1497185943231692488' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1497185943231692488'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1497185943231692488'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/09/iso-26000.html' title='แนวร่วม ISO 26000'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-5F9OnQ4hWlk/TpQ3TnC7ebI/AAAAAAAAAqE/VS5vC6u1xAE/s72-c/mou-iso26000-0.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-66335976090766609</id><published>2011-09-29T19:02:00.000+07:00</published><updated>2011-10-11T19:05:36.355+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>รางวัล Golden Green Award อาเซียน</title><content type='html'>เมื่อเร็วๆ นี้ หอการค้ามาเลเซีย-จีน จัดงาน Malaysia-China Trade and Investment International Conference (MCTIIC) 2011 ขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้เข้าร่วมงานนับพันคน ทำให้ผมได้ความรู้ว่ามูลค่าทางการค้าระหว่างมาเลเซียและจีนนั้น มีตัวเลขสูงกว่าที่จีนค้าขายกับไทยเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในงานนี้ ภาคราชการมีส่วนร่วมอย่างคึกคักและกระตือรือร้น ผู้รับผิดชอบแนวพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridor) ทั้ง 5 แห่ง ต่างมานำเสนอข้อมูลกันอย่างพร้อมเพรียง มีการชี้แจงเนื้อหาในข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ที่เริ่มเมื่อ 1 ม.ค. 53 ซึ่งเป็นข้อตกลง FTA ฉบับแรกของอาเซียน และของจีน ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม ได้ใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงฉบับนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานนี้ เนื่องจากมีงานคู่ขนานที่หอการค้ามาเลเซีย-จีน (MCCC) จัดร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีของอาเซียน (AAET) เพื่อมอบรางวัล Golden Green Award 2011 ให้แก่ผู้ที่มีผลงานโดดเด่นใน 6 ด้าน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับปรุงคุณภาพอากาศ การปกป้องพื้นที่ แหล่งน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ การลดกากของเสีย การประกอบการ/นักบริหารสีเขียว การส่งเสริมแนวคิดสีเขียวหรือความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ การดำเนินการของชุมชนเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยอาสาสมัครและสมาชิกในองค์กรไม่แสวงหากำไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัตถุประสงค์ของรางวัลนี้ เพื่อต้องการยกย่องผู้ประกอบการสีเขียวรุ่นเยาว์ และผู้สร้างคุณประโยชน์รุ่นเยาว์ต่อการพัฒนาในบริบทของการเติบโตสีเขียว (Green Growth) ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีที่ได้รับการเสนอชื่อจากประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีผลงานทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นที่ประจักษ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จริงเรื่องการเติบโตสีเขียว ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ประกอบด้วยสมาชิก 34 ประเทศ พัฒนาเพื่อสนับสนุนกลไกแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2552 ในการประชุมคณะมนตรีในระดับรัฐมนตรีที่เป็นผู้แทนของรัฐบาล 34 ประเทศ และกลุ่มประชาคมยุโรป ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในปฏิญญาแห่งการเติบโตสีเขียว (Declaration on Green Growth) ที่รับรองหนทางสู่ความเป็นสีเขียวและการเติบโตที่สามารถไปด้วยกันได้ (“green” and “growth” can go hand-in-hand)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภูมิภาคเอเชีย เห็นจะมีประเทศเกาหลีใต้ และประเทศมาเลเซีย ที่นำเรื่องการเติบโตสีเขียว มาใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศตามเส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-g7kZGs4hGho/TnrkKh3gDkI/AAAAAAAAAo4/5XQAHrfuRu4/s1600/golden-green-award.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 291px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-g7kZGs4hGho/TnrkKh3gDkI/AAAAAAAAAo4/5XQAHrfuRu4/s400/golden-green-award.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5655083151658061378" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในงาน สถาบันไทยพัฒน์ได้เสนอชื่อคุณวรณัฐ เพียรธรรม หนึ่งในทีมงานผู้พัฒนาและเผยแพร่กลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว หรือ Green Ocean Strategy เข้าร่วมชิงรางวัลในด้านการส่งเสริมแนวคิดสีเขียวหรือความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ โดยนำเสนอกลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว ให้แก่คณะกรรมการพิจารณารางวัล ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ จำนวน 17 ท่าน และเป็นที่น่ายินดีว่า คุณวรณัฐ เป็นผู้แทนจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ Golden Green Award ร่วมกับผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ อีก 9 ประเทศ โดยมี Datuk Seri Peter Chin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เทคโนโลยีสีเขียว และทรัพยากรน้ำ เป็นผู้มอบรางวัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับรางวัล Grand Champion of the ASEAN Golden Green Award ตกเป็นของ Adeline Tiffanie Suwana สาวน้อยอายุเพียง 15 ปีจากอินโดนีเซีย ในด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เธอขับเคลื่อนภายใต้ชื่อ “Sahabat Alam” movement ด้วยความมุ่งมั่นที่เกิดขึ้นจากที่เธอได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมในบ้านเกิด อันเป็นผลทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และก่อตั้งองค์กรภาคเอกชน (NGO) ของเธอตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และต้องขอขอบพระคุณ ดร.ไชยยศ บุญญากิจ แห่งสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ที่เป็นผู้แนะนำและให้คำอ้างอิงสำหรับการเข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ด้วย...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110922/410509/รางวัล-Golden-Green-Award-อาเซียน.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://greenoceanstrategy.blogspot.com/2011/09/golden-green-award.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-66335976090766609?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/66335976090766609/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=66335976090766609' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/66335976090766609'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/66335976090766609'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/09/golden-green-award.html' title='รางวัล Golden Green Award อาเซียน'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-g7kZGs4hGho/TnrkKh3gDkI/AAAAAAAAAo4/5XQAHrfuRu4/s72-c/golden-green-award.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-256905215606316115</id><published>2011-09-08T17:17:00.002+07:00</published><updated>2011-10-11T19:00:26.918+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>เลียบเวที CSR Summit สิงคโปร์</title><content type='html'>เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีงาน International CSR Summit 2011 ที่สิงคโปร์ ปีนี้ใช้ธีมว่า CSR: Values for Sustainability ซึ่งผมได้มีโอกาสเข้าร่วม เลยขอนำเนื้อหาที่น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่ในวงการ CSR มาเล่าสู่กันฟังครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://bit.ly/csrsummit"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 145px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-ZKtJ-Je0IMc/TmiRmsJc3CI/AAAAAAAAAn4/VixiSzAYdXc/s400/singaporecsrsummit.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5649925826408143906" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงเช้าของวันแรกเป็นเรื่อง CSR &amp; Shareholder Value: Financial Incentives for CSR ที่อยู่ในกระแสไม่ต่างจากบ้านเรา เนื่องจากการผลักดันเรื่อง CSR ในปัจจุบันมาจากผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาเลขานุการบริษัทหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทจดทะเบียนต่างทราบสถานการณ์ดีว่า CSR และ Sustainability ได้กลายเป็นหัวข้อหรือคำถามของผู้ลงทุน นอกเหนือจากเรื่องตัวเลขกำไร อัตราการเติบโต ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางการขับเคลื่อนเรื่อง CSR ในวันนี้ จึงให้ความสำคัญกับประเด็นของคุณค่าร่วม การผนวกความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ การสร้างความเข้าใจและข้อผูกพันร่วมกับพนักงาน และการเปิดเผยข้อมูลที่มิใช่การเงินในรายงานประจำปี เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงบ่ายต่อด้วยเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ คือ Reporting on CSR Performance เพราะตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ได้ออกแนวทางการรายงานข้อมูล CSR สำหรับบริษัทจดทะเบียนไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (ตัดหน้าตลาดหลักทรัพย์ไทยที่มีแผนจะออกแนวทางดังกล่าวในช่วงสิ้นปีนี้) โดยตัวเลขบริษัทจดทะเบียนใน SGX ที่มีการจัดทำรายงาน CSR ในปัจจุบันมีอยู่ราว 9%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับแนวทางการรายงานของ SGX มีอยู่ 6 หมวด ได้แก่ ความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท กรอบการบริหารความเสี่ยงในภาพรวม ระบบการวัดผลการดำเนินงาน การรายงานความยั่งยืน แนวทางที่เป็นสากล และการประกันแบบรายงานความยั่งยืนโดยบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าจากนี้ไปจะมีบริษัทสิงคโปร์ที่จัดทำรายงาน CSR เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้จะมิใช่ข้อกำหนดภาคบังคับ แต่ก็เป็นสัญญาณชัดแจ้งที่เกิดขึ้นในตลาดทุนที่สำคัญทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/-ztlbGNbQ02c/TmiSAlghDlI/AAAAAAAAAoA/0qrfns8GAe4/s1600/IMG00306-20110905-0924.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 300px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-ztlbGNbQ02c/TmiSAlghDlI/AAAAAAAAAoA/0qrfns8GAe4/s400/IMG00306-20110905-0924.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5649926271302438482" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงเย็น มีการพูดถึงในหัวข้อ Incorporating CSR into Supply Chain Management ที่กระทบและเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้กระทั่งเอสเอ็มอีที่ค้าขายหรือทำธุรกรรมกับบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งผลักดันเรื่อง CSR ไปยังองค์กรรอบข้างทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพราะไม่ต้องการมีชื่อเสียหายหรือสูญเสียภาพลักษณ์จากความไม่รับผิดชอบต่อสังคมของคู่ค้าของตน (เป็นหนึ่งในทิศทางและแนวโน้ม CSR ในปีนี้ที่สถาบันไทยพัฒน์ได้ระบุไว้ว่าจะเกิด Supply Class ขึ้นใน Supply Chain)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวทีนี้ มีผู้บริหารจาก Swire Pacific Offshore ได้แนะนำแนวทางการตรวจประเมินผู้ส่งมอบ (Suppliers Audit) ที่น่าสนใจไว้ 6 ขั้นตอนด้วยกัน เริ่มจากการจัดอันดับความสำคัญผู้ส่งมอบทั้งหมดขององค์กร แล้วทำการคัดเลือกกลุ่มที่อยู่ในอันดับต้นๆ มา 5-10% เพื่อดำเนินการประเมินความเสี่ยง (ด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ) นำมาเรียงลำดับใหม่ตามความเสี่ยงจากมากไปน้อย โดยเลือก10 อันดับแรกมาเพื่อเข้าตรวจประเมินภาคสนามในสถานประกอบการ และเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาผู้ส่งมอบกลุ่มดังกล่าว (หรือหาผู้ส่งมอบกลุ่มใหม่มาทดแทน ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อแนะนำ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับในวันที่สอง ช่วงเช้าเป็นเรื่อง Role of Media on CSR ตอนที่น่าสนใจเป็นวิทยากรจาก Media Alliance ได้พูดถึงตัวอย่างการใช้สื่อในการรณรงค์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ต้องไม่ได้หวังผลให้เกิดเพียงการสร้างการรับรู้ (Raise Awareness) เพราะลำพังเพียงการรับรู้ มิได้ช่วยแก้ปัญหา แต่ต้องทำให้ได้อีก 3 ขั้น คือ การเปลี่ยนพฤติกรรม (Change Behavior) การสร้างอุปสงค์ในฝั่งผู้บริโภค (Create Consumer Demand) ที่จะเป็นแรงขับดันธุรกิจให้ดำเนินกิจกรรมในฝั่งผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างอุปสงค์ทางสังคม (Create Social Demand) ที่กดดันให้ภาครัฐออกข้อกำหนดหรือเงื่อนไขสำหรับการประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกตอนที่น่าสนใจในช่วงสื่อกับ CSR คือ ข้อแนะนำจากนักข่าวของ The Straits Times ในการส่งข่าว CSR อย่างไร ให้ได้ลงเผยแพร่ ซึ่งก็เป็นมุมมองจากนักข่าวที่ได้รับข่าว CSR จำนวนมหาศาลในแต่ละวัน มาถ่ายทอดดุลยพินิจ (ภาคปฏิบัติ) ในการเลือกข่าวที่จะเผยแพร่ (หลังจบช่วง มีผู้ฟังไปขอนัดกินกาแฟกับนักข่าวผู้นี้ตรึม ขอบอก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงสายต่อด้วยเรื่อง Business and Human Right มีการนำเสนอ Guiding Principles on Business and Human Rights: ‘Protect, Respect and Remedy’ Framework ซึ่งเป็นผลจากการสังเคราะห์งานวิจัยที่นำโดย Professor John Ruggie แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ใช้ระยะเวลาวิจัยกว่า 6 ปี และได้รับการรับรองจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจาก 47 รัฐประเทศ (รวมประเทศไทย) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นแนวทางให้ภาคธุรกิจนำไปปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงบ่ายถึงเย็นแบ่งเป็นห้องย่อย 6 ห้อง โดยเชิญวิทยากรในกลุ่มประเทศอาเซียนมานำเสนอกรณีศึกษาและประสบการณ์ในเรื่องต่างๆ อาทิ การลงทุนทางสังคม กรณีศึกษาจากผู้ได้รับรางวัล CSRขององค์กรผู้จัด บทบาทของภาคธุรกิจกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบรรเทาความยากจน การประกอบธุรกิจอย่างยั่งยืน และการต้านทุจริต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-YTlOC8-LECs/TniFYVYQXXI/AAAAAAAAAoo/IFZSHprF1rk/s1600/2011-09-14b1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 215px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-YTlOC8-LECs/TniFYVYQXXI/AAAAAAAAAoo/IFZSHprF1rk/s400/2011-09-14b1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5654415985265892722" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ยังมีเนื้อหาอีกหลายช่วงหลายตอนที่มีความน่าสนใจโดยเฉพาะช่วง Keynote Speech ของวัน จาก Dr.Wayne Visser แห่ง CSR International และ Dr.Fons Trompenaars แห่ง THT Consulting แต่ด้วยพื้นที่อันจำกัด จึงต้องยุติด้วยความจำเป็น คิดว่าในเร็ววันนี้ทางผู้จัด คือ Singapore Compact คงจะมีการนำเอกสารของวิทยากรขึ้นในเว็บไซต์ &lt;a href="http://bit.ly/csrsummit" target="_blank"&gt;http://bit.ly/csrsummit&lt;/a&gt; ลองติดตามกันนะครับ...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110908/408554/เลียบเวที-CSR-Summit-ที่สิงคโปร์.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/09/csr-summit.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-256905215606316115?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/256905215606316115/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=256905215606316115' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/256905215606316115'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/256905215606316115'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/09/csr-summit.html' title='เลียบเวที CSR Summit สิงคโปร์'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-ZKtJ-Je0IMc/TmiRmsJc3CI/AAAAAAAAAn4/VixiSzAYdXc/s72-c/singaporecsrsummit.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-5772643295602724682</id><published>2011-09-01T13:28:00.001+07:00</published><updated>2011-09-01T13:33:07.850+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>CSR ในนโยบายรัฐบาล</title><content type='html'>ก็เป็นอันว่ารัฐบาลได้แถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย โดยสาระสำคัญของนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชน คือ การดำเนินการให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า 300 บาท และผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาทอย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพของบุคลากร รวมทั้งมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไป ได้แก่ บ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก เป็นต้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนนโยบายเร่งด่วนที่อยู่ในความสนใจของภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง คือ การออกมาตรการเพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้แรงงานและบุคลากรสามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และลดลงเหลือร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ขยายฐานภาษี และรองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับนโยบายที่จะดำเนินการภายในวาระการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ซึ่งปรากฎอยู่ในนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเร่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และอยู่ร่วมกับชุมชนได้ โดยปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต ลดการใช้ทรัพยากรและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยหลักการการลดการใช้ (reduce) การใช้ซ้ำ (reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต และลดภาวะโลกร้อน รวมทั้งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบสภาวะแวดล้อม และพัฒนาเมืองหรือพื้นที่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Town) ที่สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวเพื่อนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกำหนดมาตรฐานและคุณภาพขั้นพื้นฐานของสินค้าอุตสาหกรรมเมื่อมีการเปิดเสรีการค้ามากขึ้น เพื่อป้องกันสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพซึ่งอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินและก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้มีการบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศอย่างจริงจัง และส่งเสริมให้เกิดการยอมรับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าร่วมกันในกลุ่มอาเซียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ เรื่อง CSR ยังได้รับการระบุอยู่ในส่วนของนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การส่งเสริมกระบวนการบริหารจัดการที่ดีในภาคเอกชน โดยเฉพาะระบบการตรวจสอบกิจการที่โปร่งใส และสนับสนุนให้ภาคเอกชนยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อลูกค้า ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สังคมโดยการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเป็นธรรม ตลอดจนป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้ว CSR ในนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะมีรายละเอียดมากกว่านโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วที่ระบุเพียงว่า ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการและสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับท่านที่สนใจจะอ่านนโยบายรัฐบาลฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้ที่ &lt;a href="http://bit.ly/govpolicy" target="_blank"&gt;http://bit.ly/govpolicy&lt;/a&gt; ครับ...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110901/407417/CSR-ในนโยบายรัฐบาล.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/09/csr.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-5772643295602724682?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/5772643295602724682/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=5772643295602724682' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5772643295602724682'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5772643295602724682'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/09/csr.html' title='CSR ในนโยบายรัฐบาล'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-2770408712752638562</id><published>2011-08-18T15:40:00.002+07:00</published><updated>2011-08-18T15:48:06.941+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>ยกขีดแข่งขันด้วย CSR</title><content type='html'>ทุกวันนี้ มีการพูดกันอย่างกว้างขวางถึงการนำ CSR มาเป็นเครื่องมือช่วยสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันตามโมเดลของไมเคิล อี พอร์เตอร์ ที่แบ่งออกเป็น Responsive CSR กับ Strategic CSR บทความนี้จะพยายามขยายความถึงฐานคิดในเรื่องดังกล่าวว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และองค์กรจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คำว่า Responsive ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายในบริบทของ CSR คือ ความที่องค์กร Respond ในเรื่องที่เป็นผลกระทบอันมีสาเหตุจากการประกอบกิจการ หากมองในเชิงอุดมคติ ถ้าองค์กรไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน ก็อาจจะไม่ต้องทำ CSR ก็ได้ แต่ในความเป็นจริง กระบวนการในทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การส่งมอบ การจำหน่าย การบริการ ฯลฯ ย่อมต้องเกิดผลภายนอก (Externalities) ไม่มากก็น้อย ฉะนั้น การที่ชาวบ้านเดินมาหาโรงงาน บอกว่าเขาได้รับผลกระทบจากจากน้ำทิ้ง กลิ่นเหม็น อากาศเสีย หากโรงงานไม่ดำเนินการอะไรเลย นั่นแสดงว่า ไม่มี CSR&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่องค์กรรับที่จะดำเนินการตามที่ชาวบ้านร้องขอ อันนี้เรียกว่า Responsive คือ React ในสิ่งที่ตนเองได้สร้างผลกระทบไว้ ซึ่งพอร์เตอร์กล่าวไว้ว่า การที่องค์กรตอบสนองต่อข้อท้วงติงหรือข้อเรียกร้องเช่นนี้ องค์กรจะได้รับการยอมรับในฐานะ Good Citizen ในสังคมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้ ในมุมมองพอร์เตอร์ยังขยายความต่อว่า แม้องค์กรจะได้ทำเรื่อง Responsive CSR ครบถ้วนดีแล้ว แต่ก็อาจไม่เพียงพอต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ทุกธุรกิจให้ความสำคัญ เพราะการดำเนินงาน CSR ในเชิงรับ องค์กรไม่สามารถกำหนดประเด็นการดำเนินงานทางสังคมได้เอง ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญของการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) และเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จหนึ่งของการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SY6F9iN0T4I/AAAAAAAAAM8/OmyoZ73VTHY/s1600-h/porter-2006.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 212px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SY6F9iN0T4I/AAAAAAAAAM8/OmyoZ73VTHY/s320/porter-2006.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5300321103664926594" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:65%;"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;b&gt;Corporate Involvement in Society: A Strategic Approach&lt;/b&gt; (Porter and Kramer, 2006)&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดของ CSR เชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic CSR ซึ่งก็คือการทำ CSR ในเชิงรุก จึงถูกพอร์เตอร์หยิบยกขึ้นมานำเสนอ โดยที่องค์กรเป็นผู้หยิบยกประเด็นทางสังคมขึ้นมาวิเคราะห์และเลือกดำเนินการให้สอดรับกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ และเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ รวมทั้งเกื้อหนุนกับพันธกิจ ตลอดจนขับเน้นค่านิยมขององค์กรอย่างผสมผสานกลมกลืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรหลายแห่งลุกขึ้นมาประกาศว่าจะเข้าไปทำงานเชิงรุกกับสังคม แต่หากผลกระทบทางลบจากกิจการที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยังไม่ได้ทำ Responsive CSR การแสวงหาความแตกต่างหรือมุ่งเน้นพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วย Strategic CSR ก็จะไม่เป็นผล เนื่องเพราะองค์กรยังละเลยสิ่งที่เป็น Minimum Requirement ที่ควรต้องดำเนินการอยู่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดังนั้น การทำ CSR เชิงกลยุทธ์ จึงมิได้มาทดแทน Responsive CSR แต่เป็นสิ่งที่องค์กรต้องมีพัฒนาการ ตั้งแต่การทำ CSR ในเชิงรับ (ที่เน้นแก้ไขผลกระทบทางลบ) จนมาสู่ CSR ในเชิงรุก (ที่เน้นเสริมสร้างผลกระทบทางบวก) อย่างเป็นลำดับขั้น...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110818/405362/ยกขีดแข่งขันด้วย-CSR.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/08/csr.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-2770408712752638562?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/2770408712752638562/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=2770408712752638562' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/2770408712752638562'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/2770408712752638562'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/08/csr.html' title='ยกขีดแข่งขันด้วย CSR'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SY6F9iN0T4I/AAAAAAAAAM8/OmyoZ73VTHY/s72-c/porter-2006.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-3028459899362007848</id><published>2011-08-11T12:25:00.001+07:00</published><updated>2011-08-11T12:29:56.857+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Dhamma'/><title type='text'>ปรับ ครม. ในวันแม่กันเถอะ</title><content type='html'>ต้องขออภัยท่านผู้อ่าน หากจะทำให้บทความนี้เป็นที่สนใจ เพราะคำพาดหัว ซึ่งมิได้เกี่ยวอะไรกับการเมืองหรือคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของประเทศไทยแต่อย่างใด แต่อยากจะดึงดูดความสนใจของท่านในเบื้องแรก เพื่อให้มาสำรวจและปรับปรุง &lt;b&gt;‘ความรับผิดชอบต่อมารดา’ (Mother Responsibility)&lt;/b&gt; เนื่องในวันแม่ที่มาถึงนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยังดีใจอยู่ว่าชาวไทย (รวมถึงชาวตะวันออกฟากเอเชียด้วยกันหลายประเทศ) ยังมีความผูกพันและดูแลซึ่งกันและกันฉันท์ครอบครัวอยู่มาก แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าคนรุ่นหนุ่มสาวยุคนี้มีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตแบบครอบครัวเชิงเดี่ยวเพิ่มสูงขึ้น เช่น เมื่อแต่งงานก็แยกออกไปใช้ชีวิตร่วมกันไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ หรือสภาพการงานบังคับให้ต้องจากรกรากเดิมมาใช้ชีวิตในเมืองใกล้ที่ทำงาน ทำให้ความสัมพันธ์กับพ่อแม่มิได้ใกล้ชิดเหมือนแต่ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้คนไทยจะยังมีการปลูกฝังถ่ายทอดเรื่องความกตัญญู (รู้คุณ) กตเวทิตา (แทนคุณ) ต่อผู้มีพระคุณจากรุ่นสู่รุ่นได้ค่อนข้างดี จนมีภาพสะท้อนเป็นที่รับรู้กันว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีความเกื้อกูล เป็นสังคมอุปถัมภ์ แต่ด้วยสภาพครอบครัวและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะครอบครัวเชิงเดี่ยวที่สมาชิกแต่ละรุ่น (ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ลูก หลาน) ไม่ได้อาศัยอยู่รวมกัน การตอบแทนคุณบิดามารดาจึงมีเงื่อนไขเรื่องระยะทางและเวลามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหลักธรรมเรื่องทิศ 6 บุตรธิดาพึงบำรุงมารดาบิดา ผู้เป็นทิศเบื้องหน้า ดังนี้ 1) ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ 2) ช่วยทำการงานของท่าน 3) ดำรงวงศ์สกุล 4) ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท 5) เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในข้อแรก&lt;/b&gt; การแทนคุณของหนุ่มสาวสมัยใหม่ คือ การให้เงินท่าน สิ้นเดือนเงินเดือนออก ก็จัดสรรเงินส่วนหนึ่งมอบให้ท่านไว้จับจ่ายใช้สอย ความรับผิดชอบต่อมารดา (ครม.) ที่อยากให้สำรวจและปรับปรุงเพิ่มเติม คือ เอาใจใส่ในการกินอยู่หลับนอนของท่าน ไม่ให้เดือดร้อนหรือลำบาก จัดหาเครื่องใช้ไม้สอยหรือเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามอายุขัยของท่านที่เพิ่มขึ้น หรือยามเจ็บไข้ก็เป็นธุระจัดแจงเรื่องหมอ หยูกยาต่างๆ และปรนนิบัติให้ท่านหายหรือทุเลาจากเจ็บป่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในข้อที่สอง&lt;/b&gt; เป็นเรื่องการแบ่งเบาภาระทั้งการงานและการบ้าน ทำธุระที่ท่านไหว้วานโดยไม่อิดออดบิดพลิ้ว อาสาที่จะช่วยเหลือกิจการงานของท่านโดยไม่ต้องรอให้ท่านร้องขอ เพื่อให้ท่านได้มีโอกาสพักผ่อนเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในข้อที่สาม&lt;/b&gt; เป็นเรื่องที่ท่านอยากเห็นเราสืบทอดสกุล รักษาเกียรติคุณความดีแห่งวงศ์ตระกูลให้ยั่งยืน ไม่ทำให้เสื่อมเสีย ด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ดำรงชีวิตในทางดีหรือในทางที่ชอบที่ควร ข้อนี้เป็นการตอบแทนคุณโดยกระทำกับตนเอง มิใช่กับท่านโดยตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในข้อที่สี่&lt;/b&gt; พ่อแม่ปรารถนาจะมอบทรัพย์สมบัติที่ท่านเพียรหาและเก็บออมมาด้วยน้ำพักน้ำแรงให้กับเรา เราก็ต้องประพฤติตนให้ดีควรแก่การรับมรดก ไม่ใช่อยู่เพื่อหวังมรดก ไม่เกะกะเหลวไหล ไม่สุรุ่ยสุร่ายผลาญทรัพย์สมบัติที่ท่านมอบให้ ทรัพย์สมบัตินี้ยังหมายรวมถึง ความรู้หรือคำสั่งสอนที่ท่านได้ให้โดยตรง หรือที่ท่านทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ส่งเสียให้เราได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบ มีงานทำ การใช้ความรู้ไปในทางที่ผิด ให้โทษแก่ผู้อื่น ก็ถือว่าเป็นการผลาญทรัพย์สมบัติที่ท่านให้ไว้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในข้อที่ห้า&lt;/b&gt; เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อย่างสม่ำเสมอ แม้ท่านจะเกิดในภูมิที่สูงกว่าหรือไม่สามารถรับกุศลได้ การระลึกและแผ่เมตตาจิตให้แก่พ่อแม่ ก็ถือเป็นมงคลอันประเสริฐกับตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่บุตรธิดาทุกท่าน...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110811/404421/ปรับ-ครม.-ในวันแม่กันเถอะ.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-3028459899362007848?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/3028459899362007848/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=3028459899362007848' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3028459899362007848'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3028459899362007848'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/08/blog-post_11.html' title='ปรับ ครม. ในวันแม่กันเถอะ'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-1456524319970885432</id><published>2011-08-04T14:39:00.000+07:00</published><updated>2011-08-05T14:41:01.981+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>เลือกกิจกรรม (ที่ใช่) เพื่อสังคม (ที่ชอบ)</title><content type='html'>การดำเนินกิจกรรม (Activities) ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) ในหลายกรณี มิได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ที่องค์กรธุรกิจกำหนดไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก กิจกรรมเหล่านั้นมีมาก่อนที่องค์กรนั้นๆ จะได้ริเริ่มจัดทำนโยบายหรือแผนยุทธศาสตร์ความรับผิดชอบต่อสังคม และอีกกรณีหนึ่ง เป็นการดำเนินกิจกรรม CSR ที่มีความซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานในองค์กร ทำให้เกิดโอกาสที่กิจกรรม CSR จำนวนหลายกิจกรรม ถูกดำเนินไปเพียงเพื่อตอบสนองในวัตถุประสงค์ข้อเดียวกัน ส่งผลให้การดำเนินกิจกรรม CSR ขององค์กรไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพในการดำเนินกิจกรรม CSR องค์กรควรเฟ้นหาหรือยกระดับกิจกรรมที่ดำเนินอยู่เพื่อให้สามารถสนองตอบต่อวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ได้ในหลายๆ ข้อ และพิจารณายุบหรือควบรวมกิจกรรม CSR ที่มีความซ้ำซ้อนกัน เพื่อมิให้จำนวนกิจกรรม CSR ที่ตอบสนองเพียงวัตถุประสงค์ในข้อใดข้อหนึ่งมีปริมาณมากเกิน จนกลายเป็นภาระหรือเป็นอุปสรรคต่อการบริหารดูแล และกลายเป็นว่า แทนที่จะใช้งบประมาณหรือทรัพยากรไปเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรม CSR แก่กลุ่มเป้าหมาย กลับต้องมาใช้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หรือค่าบริหารจัดการสำหรับผู้ดำเนินงานเป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหลายกิจกรรมที่เป็นงานในกระบวนการธุรกิจ หรือที่เข้าข่าย CSR-in-process องค์กรสามารถขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าวผ่านทางสายงานที่รับผิดชอบ ภายใต้โครงสร้างหรือผังองค์กรที่เป็นปัจจุบันโดยปราศจากการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม หรือพูดอย่างง่ายคือ เป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้เงิน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่สะท้อนให้เห็นการคำนึงถึงผลกระทบเชิงลบที่มีต่อสังคมอย่างครบถ้วนรอบด้านยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ในบางกิจกรรม ซึ่งอยู่นอกกระบวนการธุรกิจ หรือที่เข้าข่าย CSR-after-process องค์กรอาจต้องตั้งเป็นโครงการเฉพาะกิจ อาจต้องดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่น หรืออาจต้องมอบหมายให้หน่วยงานภายนอกดำเนินการให้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการดำเนินงาน การขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าว องค์กรควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในกิจกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ องค์กรพึงตรวจสอบความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์กับกิจกรรม CSR ที่ดำเนินการอยู่ หรือที่กำลังจะดำเนินการ ว่ามีความสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากรในการดำเนินกิจกรรม CSR อย่างไม่คุ้มค่า และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางปฏิบัติ องค์กรอาจมีการปรับปรุงวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กรรวมถึงเป้าประสงค์และนโยบายการดำเนินงาน CSR ขององค์กร ตลอดจนกระทบสู่วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ CSR ดังนั้นการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดการดำเนินงาน และการทบทวนกิจกรรม CSR จึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องต้องกันและอย่างทันท่วงที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่พบเห็นได้ส่วนใหญ่ ในกรณีที่องค์กรได้มีการปรับเปลี่ยนเป้าประสงค์ นโยบาย และวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ CSR ไประยะหนึ่งแล้ว แต่สายงานก็ยังคงดำเนินกิจกรรม CSR เดิม ตามวัตถุประสงค์เก่า ทำให้การขับเคลื่อน CSR ไม่ตอบโจทย์ขององค์กรตามที่ควรจะเป็น คำถามที่เกิดขึ้นตามมาสำหรับเจ้าของกิจการหรือผู้ประเมินก็คือ กิจกรรม CSR ที่ดำเนินการอยู่นี้ ใช่สิ่งที่องค์กรควรทำหรือไม่ หรือเหมาะสมดีแล้วหรือไม่ หรือก่อให้เกิดคุณค่าจริงหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้แนวการดำเนินกิจกรรม CSR ที่ตรงกับเจตนารมณ์ขององค์กร และสร้างคุณค่าให้แก่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110804/403175/เลือกกิจกรรม-(ที่ใช่)-เพื่อสังคม-(ที่ชอบ).html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/08/blog-post.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-1456524319970885432?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/1456524319970885432/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=1456524319970885432' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1456524319970885432'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1456524319970885432'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/08/blog-post.html' title='เลือกกิจกรรม (ที่ใช่) เพื่อสังคม (ที่ชอบ)'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-6134407697626476189</id><published>2011-07-28T16:02:00.000+07:00</published><updated>2011-08-01T16:03:26.608+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>จะได้เสียกับใครดี</title><content type='html'>เรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของการวางกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) เรื่องหนึ่งได้แก่ การสร้างข้อผูกพันร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Engagement) ด้วยสาเหตุที่องค์กรควรต้องทราบว่า ‘ใคร’ คือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีส่วนได้เสียกับกิจการ จำต้องระแวดระวังมิให้มีผลกระทบเชิงลบที่อาจก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน จากนั้นจึงจะทราบว่า ‘อะไร’ ที่องค์กรต้องดำเนินการต่อผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การระบุผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Identification) อาจใช้เกณฑ์ความเกี่ยวข้องกับองค์กรในการพิจารณา ซึ่งสามารถจำแนกผู้มีส่วนได้เสียออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ผู้มีส่วนได้เสียหลัก (Primary Stakeholders) คือ กลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับธุรกิจโดยตรง เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือผลกระทบทางตรงจากการประกอบธุรกิจ เช่น ลูกค้า คู่ค้า ผู้ส่งมอบ (Suppliers) พนักงานและครอบครัวของพนักงาน ผู้ถือหุ้น นักลงทุน เจ้าหนี้ ชุมชนรอบถิ่นที่ตั้งของธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ผู้มีส่วนได้เสียรอง (Secondary Stakeholders) คือกลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยอ้อม เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือผลกระทบทางอ้อมจากการประกอบธุรกิจ เช่น รัฐบาล หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ สมาคมการค้า กลุ่มวิชาชีพ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ผู้ที่จะมาเป็นลูกค้าหรือพนักงานของธุรกิจในอนาคต (Prospects) ประชาชนทั่วไป ชุมชนนอกถิ่นที่ตั้งของธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์กรธุรกิจไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินกิจกรรม CSR ให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่มพร้อมกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ ขนาดของกิจการ และความพร้อมขององค์กร สำหรับธุรกิจที่มีกระบวนการผลิตซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาจต้องให้ความสำคัญกับชุมชนหรือระบบนิเวศที่อยู่รายรอบโรงงานเป็นพิเศษ สำหรับกิจการขนาดเล็กที่ต้องอาศัยพนักงานเป็นหัวใจแห่งความสำเร็จ อาจต้องสร้างกิจกรรม CSR เพื่อครอบครัวของพนักงานเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับองค์กรที่ฝากความสำเร็จไว้กับสายอุปทาน (Supply Chain) ที่ผู้ส่งมอบ หรือที่หน่วยกระจายสินค้า อาจต้องคำนึงถึงกิจกรรม CSR กับคู่ค้าเป็นอันดับต้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรษัทการเงินระหว่างประเทศในสังกัดกลุ่มธนาคารโลก (International Finance Corporation, 2007) ได้กล่าวถึง หลักเกณฑ์ที่ใช้ระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียสำหรับการดำเนินกิจกรรม CSR ขององค์กรไว้เป็น 2 แนวทางด้วยกัน คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มที่ได้รับผล หรือถูกรบกวนจากการดำเนินงานขององค์กร (Affected Parties) และ กลุ่มที่เสียงดังหรือมีความสนใจต่อการดำเนินงานขององค์กร (Interest Parties) แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานขององค์กรก็ตาม พร้อมกับแนะนำต่อด้วยว่า ให้หลีกเลี่ยงการข้องแวะกับกลุ่มที่เสี่ยงต่อการหยิบยกประเด็นที่ดำเนินการไปถกเถียงในเวทีสาธารณะ อาทิ สื่อ หรือกระบวนการทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี พึงสังวรณ์ว่าการระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในลักษณะข้างต้น มุ่งที่จะรักษาคุณค่าขององค์กร (Corporate Value) เป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่มีเสียงค่อย หรือกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล หรือกลุ่มคนชั้นฐานล่างสุด (Bottom of Pyramid) ซึ่งสมควรได้รับความช่วยเหลือเป็นลำดับต้นๆ อาจไม่ปรากฏอยู่ในการจัดทำแผนที่ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Mapping) สำหรับกิจกรรม CSR &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์กรธุรกิจที่ประกอบการในไทย และในประเทศกำลังพัฒนา จึงควรคำนึงถึง ไม่เฉพาะผู้ได้รับผลกระทบ หรือผู้ที่ให้ความสนใจในการดำเนินงานขององค์กรเท่านั้น แต่ให้รวมถึงผู้ที่ยังมีความขาดแคลนและคาดหวังที่จะได้รับการตอบสนองจากองค์กร (Deficient Parties) ด้วยการดำเนินกิจกรรม CSR ขององค์กร ซึ่งจะเป็นการสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ระหว่างองค์กรและสังคมไปพร้อมๆ กัน...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110728/402168/จะได้เสียกับใครดี.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/07/blog-post_28.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-6134407697626476189?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/6134407697626476189/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=6134407697626476189' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6134407697626476189'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6134407697626476189'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/07/blog-post_28.html' title='จะได้เสียกับใครดี'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-942885936961816574</id><published>2011-07-21T11:07:00.003+07:00</published><updated>2011-07-21T17:14:51.159+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>กลยุทธ์นัดเดียวได้นกสองตัว</title><content type='html'>กลยุทธ์ (Strategy) มีความสำคัญในระดับที่สามารถกำหนดความสำเร็จของธุรกิจที่ดำเนินอยู่ กลยุทธ์ที่ดีจะต้องสามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดและสร้างให้เกิดคุณค่าในระดับที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ มิใช่เพียงสนับสนุนให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้ในแต่ละวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผนวกเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) ไว้ในกลยุทธ์องค์กร จะทำให้องค์กรเห็นภาพรวม (Holistic View) และแนวการดำเนินงานทั้งทางธุรกิจและทางสังคม ตลอดจนจุดเน้นขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเป็นเอกภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่องค์กรมีการจัดทำแผนที่กลยุทธ์ จะช่วยให้สามารถตรวจสอบความสมบูรณ์และความสัมพันธ์ของกลยุทธ์ในเชิงเหตุและผลระหว่างมุมมองต่างๆ โดยแผนที่กลยุทธ์องค์กรที่ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งทางธุรกิจและทางสังคม ควรตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์จะต้องส่งมอบคุณค่าที่ไม่จำกัดเฉพาะแต่เพียงผู้ถือหุ้น (Shareholders) แต่ยังคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ (Stakeholders)&lt;/b&gt; การที่กลยุทธ์ขององค์กรถูกออกแบบเพื่อตอบสนองคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นเพียงลำพัง อาจไม่เพียงพอต่อการทำให้องค์กรเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของกิจการ ฉะนั้นการวางน้ำหนักกลยุทธ์ขององค์กรจึงต้องสร้างให้เกิดความสมดุลระหว่างวัตถุประสงค์ด้านการเงินและวัตถุประสงค์นอกเหนือด้านการเงิน อาทิ การเพิ่มความน่าเชื่อถือขององค์กร หรือการลดข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทที่ส่งผลกระทบต่อองค์กร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์จะต้องขยายการรับรู้ถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (Customer Value Proposition) ไปสู่สิ่งที่สังคมต้องการ (Social Value Proposition)&lt;/b&gt; เนื่องจากคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากด้านราคา คุณภาพ หาง่าย เหมาะเจาะ ถูกใจ บริการดี เป็นที่แพร่หลาย และน่าเชื่อถือสำหรับลูกค้าแล้ว ยังต้องคำนึงถึงสุขภาพ ความปลอดภัย ความลับและความเป็นส่วนตัว สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน การปฏิบัติทางสัญญาที่เป็นธรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมส่วนรวมคาดหวังด้วย การวางกลยุทธ์ขององค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่สังคมหรือผู้บริโภคโดยรวมต้องการ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิ่งที่ลูกค้าเฉพาะกลุ่มเป้าหมายต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์จะต้องสร้างให้เกิดคุณค่าด้วยกระบวนการภายในองค์กร (Internal Processes) และกระบวนการภายนอกองค์กร (External Processes)&lt;/b&gt; องค์กรควรมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าด้วยการบริหารการดำเนินงานการผลิตและส่งมอบสินค้าและบริการสู่ลูกค้า การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า การคิดค้นนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ และสัมพันธภาพ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความคาดหวังทางสังคม รวมทั้งการเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น ตลอดจนการริเริ่มดำเนินกิจกรรม CSR ร่วมกับองค์กรของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ และการสื่อสารสู่ภายนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์จะต้องส่งเสริมการเรียนรู้และนำไปสู่การเจริญเติบโต (Learning and Growth) ควบคู่กับการสร้างเสริมศีลธรรมและนำไปสู่ความยั่งยืน (Morality and Sustainability)&lt;/b&gt; กิจการจะต้องสร้างสมทุนที่เอื้อต่อการพัฒนาให้เป็นองค์กรที่ “เก่ง” และเป็นองค์กรที่ “ดี” ซึ่งประกอบด้วยทุนหลัก 6 ประเภท ได้แก่ มนุษย์ สารสนเทศ องค์กร คุณธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยที่ทุนเหล่านี้ไม่อาจที่จะแยกวัดมูลค่าหรือประเมินคุณค่าได้โดยอิสระต่อกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การคำนึงถึงหลักการทั้ง 4 ข้อข้างต้น ในการจัดทำแผนที่กลยุทธ์จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการดำเนินงานที่มีสาเหตุจากการละเลยปัจจัยที่เป็นเหตุเป็นผลระหว่างกัน อาทิ การมองข้ามการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่พนักงาน การขาดกระบวนการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ การริเริ่มดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอกที่ไม่สัมพันธ์กับคุณค่าที่สังคมต้องการ...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110721/401120/กลยุทธ์นัดเดียวได้นกสองตัว.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/07/blog-post_21.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-942885936961816574?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/942885936961816574/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=942885936961816574' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/942885936961816574'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/942885936961816574'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='กลยุทธ์นัดเดียวได้นกสองตัว'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-3982245198437460325</id><published>2011-07-14T11:10:00.000+07:00</published><updated>2011-07-21T11:11:54.676+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>ไทยกับบทบาท CSR ระดับอาเซียน</title><content type='html'>อีกไม่ถึง 4 ปีที่ภาคธุรกิจไทยมีเวลาเตรียมรับมือกับ การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ขณะที่ในห้วงเวลาเดียวกัน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC) ก็จะถูกจัดตั้งขึ้น และหนึ่งในเรื่องที่สำคัญก็คือ การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) บทความตอนนี้ จะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ และแนวการกำหนดบทบาทของภาคธุรกิจไทยในระดับอาเซียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจไทย มีในหลายมิติ หากพิจารณาจากแนวทางการดำเนินงาน ในมาตรการส่งเสริม CSR ตามแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน นโยบายสาธารณะ และเครื่องมือทางกฎหมาย ที่ใช้ส่งเสริมเรื่อง CSR จะถูกกำหนดไปในแนวทางเดียวกันทั้งอาเซียน โดยมีแนวโน้มที่จะพัฒนาตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมที่เป็นสากล ทำให้ธุรกิจซึ่งทำ CSR ตามแบบของตัวเองโดยไม่ต้องอ้างอิงใคร หากต้องการให้ได้รับการยอมรับในระดับอาเซียน ก็จำต้องพิจารณานำแนวปฏิบัติ CSR ที่เป็นมาตรฐานสากลมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาในนโยบายสาธารณะ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผู้ที่มีบทบาทในการร่างนโยบาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 มิติด้วยกัน คือ มิติแรก ภาคีใดระหว่างรัฐ-เอกชนเป็นผู้มีบทบาทนำ มิติที่สอง ประเทศใดเป็นเจ้าภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมิติแรก หากรัฐเป็นผู้นำ นโยบายก็อาจถูกให้น้ำหนักไปทาง CSR-after-process คือ มองเป็นเรื่องของสวัสดิการสังคม การร่วมพัฒนาชุมชน การบริจาค การอาสาช่วยเหลือสังคม ขณะที่เอกชนจะเข้าใจบริบทของ CSR-in-process มากกว่า คือ มองในเชิงที่สัมพันธ์กับธุรกิจ เรื่องตลาด เรื่องแรงงาน เรื่องการกำกับดูแลองค์กร เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมิติที่สอง แน่นอนว่าประเทศที่เป็นเจ้าภาพ จะใส่ความคิดที่สอดคล้องกับความต้องการที่เป็นคุณต่อตัวเองได้มาก กรณีของสิงคโปร์ที่พยายามผลักดันความคิด ผ่านเครือข่ายความรับผิดชอบต่อสังคมอาเซียนภาคเอกชน ด้วยการยกร่าง CSR Model Policy Statement ขึ้น โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องแรงงาน เรื่องการต้านทุจริต และเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ขาดประเด็นด้านผู้บริโภค การพัฒนาชุมชน หรือเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญคือ นวัตกรรมในการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น หากไทยต้องการจะเล่นบทบาทนำเรื่อง CSR ในอาเซียน เราคงจะต้องวางกลยุทธ์เชิงรุกในการผลักดันความคิดต่อนโยบาย ที่จะเป็นตัวแบบด้าน CSR ของอาเซียนให้มากกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับแนวการกำหนดบทบาทของภาคธุรกิจไทยในระดับอาเซียน ต้องถามภาคธุรกิจว่า ต้องการจะเป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ใช่ และวันนี้ก็มีองค์กรธุรกิจไทยหลายแห่งกำหนดวิสัยทัศน์ไว้อย่างนี้ การวางกลยุทธ์เรื่อง CSR ก็เป็นวาระสำคัญ เพราะการคิดเรื่อง CSR ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการสงเคราะห์สังคมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น หากกิจการของเราต้องย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่มีโมเดลหรือไม่รู้วิธีในการบริหารความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น เขาก็อาจจะต่อต้านเราได้ง่ายๆ อันนี้เป็นเรื่อง CSR หรือการอาศัยแรงงานกับวัตถุดิบในซัพพลายเชนข้ามพรมแดน ถ้ากิจการของเราไม่มีการวางมาตรฐานเรื่องแรงงาน เรื่องการจัดหา เรื่องความปลอดภัย พอเกิดปัญหาขึ้น ก็รวนกันไปหมด ผลก็คือแข่งขันลำบาก อันนี้ก็เป็นเรื่อง CSR เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องเข้าใจว่า วันนี้ธุรกิจกับ CSR จะคิดแยกส่วนไม่ได้แล้ว ถ้าเราเริ่มต้นด้วยกรอบความคิดนี้ ก็จะพิจารณาต่อได้ว่า การจะก้าวเป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำในทศวรรษนับจากนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค หรือระดับโลก จะต้องคำนึงถึงการบรรลุเป้าหมายที่ไม่จำกัดเพียงทางธุรกิจหรือเศรษฐกิจ แต่ยังต้องบรรลุเป้าหมายทางสังคมและทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย เป็นเรื่องของ Triple Bottom Line...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110714/400241/ไทยกับบทบาท-CSR-ระดับอาเซียน.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/06/aec.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-3982245198437460325?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/3982245198437460325/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=3982245198437460325' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3982245198437460325'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3982245198437460325'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/07/csr.html' title='ไทยกับบทบาท CSR ระดับอาเซียน'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-425546886557634134</id><published>2011-07-05T09:57:00.003+07:00</published><updated>2011-07-05T10:17:15.069+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>Strategic CSR becomes CSV</title><content type='html'>Harvard professor Michael E Porter - one of the world's most influential thinkers on management and competitiveness - has introduced a new business principle called creating shared value.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-wxCYtx1OSYE/ThJ8eu0wKcI/AAAAAAAAAmc/YQ-btoSnM2U/s1600/pipaty-th.JPG"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 116px; height: 159px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-wxCYtx1OSYE/ThJ8eu0wKcI/AAAAAAAAAmc/YQ-btoSnM2U/s200/pipaty-th.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5625695751946381762" /&gt;&lt;/a&gt;In an article entitled "The Big Idea: Creating Shared Value", published earlier this year, Porter and co-author Mark R Kramer stressed that shared value was not social responsibility, philanthropy, or even sustainability, but a new way to achieve economic success.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The authors said the principle of shared value involved creating economic value in a way that also created value for society by addressing its needs and challenges. It can be defined as policies and operating practices that enhance the competitiveness of a company while simultaneously advancing the economic and social conditions in the communities in which it operates. Creation of shared value focuses on identifying and expanding the connections between societal and economic progress.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Moreover, the authors said that creating shared value (CSV) should supersede corporate social responsibility (CSR) in guiding the investments of companies in their communities. CSR programmes focus mostly on reputation and have only a limited connection to the business, making them hard to justify and maintain in the long term. CSV, on the other hand, is integral to a company's profitability and competitive position. It leverages the unique resources and expertise of the company to create economic value by creating social value.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;In a December 2006 article co-authored with Kramer and entitled "The Link between Competitive Advantage and Corporate Social Responsibility", Porter coined the term "Strategic CSR", and defined it as going beyond good corporate citizenship and mitigating harmful value-chain impacts by mounting a small number of initiatives whose social and business benefits were large and distinctive. By investing in social aspects of contexts that strengthened company competitiveness, Porter and Kramer were convinced that strategic CSR would unlock shared value, and become increasingly important to competitive success.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;While responsive CSR depends on being a good corporate citizen and addressing every social harm that a business creates, strategic CSR is far more selective. Companies are called on to address hundreds of social issues, but only a few represent opportunities to make a real difference to society or to confer a competitive advantage.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Strategic CSR involves both inside-out and outside-in dimensions working in tandem. It is here that the opportunities for shared value truly lie. Perceiving social responsibility as building shared value, rather than as damage control or as a PR campaign, will require dramatically different thinking in business. Addressing social issues by creating shared value will lead to self-sustaining solutions that do not depend on private or government subsidies.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-SPhfRctoRRc/ThKCCLWIsJI/AAAAAAAAAEA/BX_J8tV6k6E/s1600/R1101C_B.gif"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 360px; height: 308px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-SPhfRctoRRc/ThKCCLWIsJI/AAAAAAAAAEA/BX_J8tV6k6E/s400/R1101C_B.gif" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5625701858456154258" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Since Porter's 2006 article, CSR has become widely used as a PR campaign or marketing tool. Thereby, it has been devalued. Porter, along with other gurus in this field, has subsequently tried to shift his contribution to the issue by recycling his former "strategic CSR" as the more recent "creating shared value" - with an additional challenge: CSV, he says, is an integral part of a company's efforts to maximise its profits....(From Byteline &lt;a href="http://www.nationmultimedia.com/2011/07/05/technology/Strategic-CSR-becomes-CSV-30159501.html" target="_blank"&gt;Executive Talk&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/07/strategic-csr-becomes-csv.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;Pipat Yodprudtikan is a CSR specialist. Get to know him further on Twitter @pipatlive.&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-425546886557634134?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/425546886557634134/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=425546886557634134' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/425546886557634134'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/425546886557634134'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/07/strategic-csr-becomes-csv.html' title='Strategic CSR becomes CSV'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-wxCYtx1OSYE/ThJ8eu0wKcI/AAAAAAAAAmc/YQ-btoSnM2U/s72-c/pipaty-th.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-5366449918668046256</id><published>2011-06-30T09:21:00.002+07:00</published><updated>2011-07-05T09:58:38.669+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>อาเซียนไม่ได้มีแต่ AEC</title><content type='html'>ในการประชุมผู้นำอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ได้มีการร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า ข้อตกลงบาหลี 2 (Bali Concord II) เห็นชอบให้อาเซียนรวมตัวกันเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันภายในปี 2563 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนมกราคม 2550 ที่ประชุมผู้นำอาเซียนได้ตกลงร่นระยะเวลาการจัดตั้งประชาคมอาเซียนจากกำหนดเดิมในปี 2563 เป็นให้แล้วเสร็จภายในปี 2558&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาคมอาเซียนที่จะจัดตั้งขึ้น ประกอบด้วยสามเสาหลัก คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community: ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community: ASCC)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASC)&lt;/b&gt; มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)&lt;/b&gt; มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC)&lt;/b&gt; มีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการให้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรม หรือ ASCC อาเซียนได้จัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) โดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้ให้การรับรองแผนงานฯ หรือพิมพ์เขียวฉบับดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยความร่วมมือใน 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนามนุษย์ การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน และการลดช่องว่างทางการพัฒนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพิมพ์เขียวด้านสิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights) ได้ระบุถึงมาตรการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (Promoting CSR) ที่มีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ ผลักดันให้ภาคธุรกิจผนวกเอาเรื่อง CSR ไว้ในวาระการดำเนินงานขององค์กร และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในเชิงเศรษฐกิจ-สังคมในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่า เรื่อง CSR ได้ถูกบรรจุให้เป็นมาตรการหนึ่งในแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และมุ่งหวังให้ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการนำ CSR ไปผนวกกับการดำเนินงานขององค์กรตามแนวทางที่เป็นมาตรฐานสากล ดังนั้น ภาคธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือต้องการเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคำนึงถึงการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ-สังคมที่ยั่งยืนควบคู่กันจากนี้ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครที่สนใจรายละเอียดพิมพ์เขียวการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนที่กล่าวถึงเรื่อง CSR เอาไว้ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ &lt;a href="http://bit.ly/ASCCblueprint" target="_blank"&gt;http://bit.ly/ASCCblueprint&lt;/a&gt;...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110630/398031/อาเซียนไม่ได้มีแต่-AEC.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/06/aec.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-5366449918668046256?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/5366449918668046256/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=5366449918668046256' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5366449918668046256'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5366449918668046256'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/06/aec.html' title='อาเซียนไม่ได้มีแต่ AEC'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-3499887739214292660</id><published>2011-06-16T10:24:00.000+07:00</published><updated>2011-06-21T10:26:00.894+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>ทำ CSR แบบมาตรฐานโลก ISO</title><content type='html'>องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) เป็นองค์กรอิสระซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2490 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ (international standard) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน ประกอบด้วยสมาชิก 163 ประเทศ และมีมาตรฐานที่ประกาศเผยแพร่แล้วกว่า 18,400 ฉบับ ครอบคลุมการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ISO 26000 ได้ประมวลข้อแนะนำเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม ที่มาจากคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียจากภาคีต่างๆ มากที่สุดและกว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยมีมา (จาก 99 ประเทศสมาชิกและ 42 องค์กรร่วมทำงาน) พัฒนาเป็นนิยาม ประเด็น และแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับองค์กร ในการใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมจากเจตนาที่ดี (good intentions) ไปสู่ การกระทำที่ดี (good actions)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาในมาตรฐาน ISO 26000 ประกอบด้วยหลักการว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม 7 ประการ คือ หลักความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ หลักความโปร่งใส หลักการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม หลักการเคารพถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย หลักการเคารพต่อหลักนิติธรรม หลักการเคารพต่อหลักปฏิบัติที่เป็นบรรทัดฐานสากล และหลักการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนขอบเขตของการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการที่ระบุไว้ในมาตรฐาน จะครอบคลุมใน 7 เรื่องหลัก ได้แก่ การกำกับดูแลองค์กร สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การปฏิบัติดำเนินงานอย่างเป็นธรรม ประเด็นด้านผู้บริโภค การมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับแนวทางการบูรณาการความรับผิดชอบต่อสังคมทั่วทั้งองค์กรมีอยู่ด้วยกัน 7 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ของลักษณะกิจการกับความรับผิดชอบต่อสังคม ความเข้าใจเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ แนวปฏิบัติในการบูรณาการความรับผิดชอบต่อสังคมทั่วทั้งองค์กร การสื่อสารที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม การเพิ่มความน่าเชื่อถือในการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม การทบทวนและปรับปรุงการปฏิบัติดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม และการเข้าร่วมในกิจกรรมหรือความริเริ่มที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมโดยสมัครใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ องค์กรควรเริ่มจากการพิจารณาคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อสังคมและความสัมพันธ์กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ทบทวนหลักการความรับผิดชอบต่อสังคมสำหรับนำไปดำเนินการควบคู่กับหลักการเฉพาะในแต่ละเรื่องหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการวิเคราะห์เรื่องหลักและประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการดำเนินการที่เกี่ยวข้องและการตอบสนองความคาดหวังนั้น องค์กรควรพิจารณาศึกษาวิธีการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมขั้นพื้นฐานใน 2 เรื่อง คือ การยอมรับในบทบาทความรับผิดชอบต่อสังคมภายใต้เขตอิทธิพลขององค์กร การระบุและการร่วมดำเนินงานกับผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อองค์กรเข้าใจในหลักการ สามารถระบุเรื่องหลักและประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีนัยสำคัญและเกี่ยวเนื่องได้แล้ว องค์กรควรค้นหาวิธีในการผนวกหรือบูรณาการความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าในกระบวนการตัดสินใจและกิจกรรมทั่วทั้งองค์กร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO 26000 องค์กรควรคำนึงถึงความหลากหลายที่มีผลมาจากโครงสร้างองค์กร ประเด็นทางสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การเมือง และกฎหมาย รวมทั้งความแตกต่างของเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับความสอดคล้องกับหลักปฏิบัติที่เป็นบรรทัดฐานสากลด้วย...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110616/395791/ทำ-CSR-แบบมาตรฐานโลก-ISO.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/06/csr-iso.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-3499887739214292660?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/3499887739214292660/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=3499887739214292660' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3499887739214292660'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3499887739214292660'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/06/csr-iso.html' title='ทำ CSR แบบมาตรฐานโลก ISO'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-6595939761580866252</id><published>2011-06-02T17:13:00.000+07:00</published><updated>2011-06-02T17:15:09.127+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>องค์กรได้อะไรจากการทำ ISO 26000</title><content type='html'>เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นสิ่งที่องค์กรทั่วโลก รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรต่างๆ รับรู้ว่ามีความจำเป็นและมีประโยชน์ จากการที่ส่งผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลกระทบจากการดำเนินงานขององค์กรที่มีต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบ ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่บ่งชี้ถึงสมรรถนะและขีดความสามารถที่องค์กรจะดำเนินงานได้ต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิผล ความตระหนักที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องธำรงไว้ซึ่งสุขภาวะของระบบนิเวศ ความเสมอภาคทางสังคม และการกำกับดูแลองค์กรที่ดี ซึ่งจากนี้ ไปทุกๆ กิจกรรมขององค์กรจำต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ไปพร้อมๆ กับการถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจากผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) โดยคณะกรรมการด้านนโยบายผู้บริโภค จึงได้มีความคิดริเริ่มในการจัดทำร่างข้อแนะนำเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อปี 2544 และมีการประชุมภาคีผู้มีส่วนได้เสียในปี 2547 จนนำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (ISO/WG SR) ในปลายปีเดียวกัน เพื่อพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO 26000 และใช้เวลาร่างเกือบ 10 ปี ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ISO 26000 เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมแก่องค์กรทุกประเภททั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและในประเทศกำลังพัฒนา ในการสนองตอบความต้องการของสังคมที่ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น กับการประกอบการอย่างรับผิดชอบต่อสังคม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมาตรฐาน ISO 26000 ประกอบด้วยข้อแนะนำที่ให้หน่วยงานนำไปปฏิบัติโดยสมัครใจ มิใช่ข้อกำหนด (requirements) ดังเช่นที่ปรากฏในมาตรฐานการรับรอง อาทิ ISO 9001 หรือ ISO 14001 ด้วยเหตุนี้ ISO 26000 จึงมิใช่มาตรฐานสำหรับนำไปใช้ หรือนำมาพัฒนาเป็นข้อกำหนดอ้างอิงเพื่อการรับรอง (certification)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรฐาน ISO 26000 นั้น มีจุดประสงค์ที่ต้องการเกื้อหนุนองค์กรเข้ามีส่วนร่วมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มีเจตนาที่จะยุยงส่งเสริมให้องค์กรดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าข้อกำหนดทางกฎหมาย ด้วยตระหนักว่าการปฏิบัติตามกฎหมายถือเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานของกิจการและเป็นส่วนที่จำเป็นของความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้ยังมีความต้องการที่จะส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจเดียวกันในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม และใช้เป็นส่วนเติมเต็ม มิใช่เพื่อนำไปใช้ทดแทนเครื่องมือและความริเริ่มอื่นๆ ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การนำ ISO 26000 ไปใช้จะช่วยสร้างให้เกิดทั้งการรับรู้และสมรรถนะการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร รวมทั้งการเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ชื่อเสียง ความสามารถในการดึงดูดและเหนี่ยวรั้งแรงงาน / สมาชิก ลูกค้า / ผู้ใช้ ให้คงอยู่กับองค์กร การธำรงรักษาขวัญกำลังใจ ข้อผูกพัน และผลิตภาพของพนักงาน ทัศนะที่เป็นบวกของผู้ลงทุน เจ้าของ ผู้บริจาค ผู้อุปถัมภ์ และแวดวงการเงิน ตลอดจนความสัมพันธ์อันดีกับบริษัท ภาครัฐ สื่อ ผู้ส่งมอบ ผู้ร่วมงาน ลูกค้า และชุมชนที่สถานประกอบการตั้งอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหนือสิ่งอื่นใด การดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น พุ่งเป้าไปที่การสร้างผลได้สูงสุดจากความทุ่มเทขององค์กร อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110602/393630/องค์กรได้อะไรจากการทำ-ISO-26000.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/06/iso-26000.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-6595939761580866252?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/6595939761580866252/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=6595939761580866252' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6595939761580866252'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6595939761580866252'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/06/iso-26000.html' title='องค์กรได้อะไรจากการทำ ISO 26000'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-5608028671855838226</id><published>2011-05-26T13:09:00.000+07:00</published><updated>2011-05-26T13:10:52.168+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>เหตุใด Colourful Ocean เป็น Strategy มิใช่ Activity</title><content type='html'>ไมเคิล อี พอร์เตอร์ ระบุว่า องค์การสามารถสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน จากการลดต้นทุน ปรับปรุงคุณภาพ ลดขั้นตอน และเวลาการทำงาน ฯลฯซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขันเหล่านี้ เกิดจากการดำเนินชุดกิจกรรม (Activities) ที่ทั้งองค์กรและคู่แข่งต่างทำคล้ายคลึงกัน เพียงแต่องค์กรทำได้ดีกว่าคู่แข่งขัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนความได้เปรียบทางการแข่งขันของ &lt;font color=red&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์น่านน้ำสีแดง&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; (Red Ocean Strategy) นั้น เกิดจากการที่องค์กรดำเนินชุดกิจกรรมที่แตกต่างจากคู่แข่ง (หรือเป็นชุดกิจกรรมที่คล้ายคลึงกัน แต่ดำเนินในวิธีการที่แตกต่างกัน) กลยุทธ์การแข่งขันในมุมมองของพอร์เตอร์ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่าง ด้วยการไตร่ตรองคัดสรรชุดกิจกรรมเพื่อสร้างคุณค่าที่ผสมผสานอย่างมีเอกลักษณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องมือที่ไมเคิล อี พอร์เตอร์ ใช้ในการวิเคราะห์สภาวการณ์ในอุตสาหกรรมและใช้พัฒนาขีดความสามารถในการทำกำไร (Profitability) คือ &lt;font color=red&gt;&lt;b&gt;Five Competitive Forces&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; หรือ แรงที่กำหนดสภาพการแข่งขันจาก 5 ทิศทาง คือ แรงผลักดันจากผู้เล่นหน้าใหม่ (New Entrants) แรงบีบจากผู้ส่งมอบ (Suppliers) แรงผูกมัดจากผู้ซื้อ (Buyers) แรงกดดันจากผู้เข้าแทนที่ (Substitutes) และแรงห้ำหั่นจากคู่แข่งขัน (Competitors) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาน คิม ผู้ให้กำเนิด&lt;font color=blue&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; (Blue Ocean Strategy) ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเชิงคุณค่า (Value Innovation) ระบุว่า นวัตกรรมเชิงคุณค่าในน่านน้ำสีคราม เป็น กลยุทธ์ ที่ครอบงำชุดกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร มิใช่เพียงแค่ กิจกรรม ในกระบวนการผลิต หรือเป็นเพียงกลยุทธ์แยกส่วนที่บรรจุรวมอยู่ในกลยุทธ์หลักขององค์กร เพราะกลยุทธ์น่านน้ำสีครามมิได้มุ่งเน้นที่การยกระดับสถานภาพการแข่งขันขององค์กรในสภาพตลาดที่เป็นอยู่ แต่เป็นการพัฒนาระบบทั้งหมดขององค์กรสำหรับการสร้างและจับจองอุปสงค์ในตลาดใหม่ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับใช้ในการวิเคราะห์เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ในกลยุทธ์น่านน้ำสีคราม คือ &lt;font color=blue&gt;&lt;b&gt;Four Action Frameworks&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; ซึ่งใช้ทลายข้อจำกัดของการต้องเลือกระหว่างการสร้างความแตกต่างและต้นทุนต่ำในสมรภูมิการแข่งขันแบบเดิม ประกอบไปด้วย 4 คำถามหลัก คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="2" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;มีปัจจัยใดบ้างที่อุตสาหกรรมปฏิบัติสืบเนื่องจนเคยชินและควรค่าแก่การ&lt;b&gt;ขจัด&lt;/b&gt;ให้หมดไป&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;มีปัจจัยใดบ้างที่ควรค่าแก่การ&lt;b&gt;ลด&lt;/b&gt;ไม่ให้เกินกว่ามาตรฐานในอุตสาหกรรม&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;มีปัจจัยใดบ้างที่ควรค่าแก่การ&lt;b&gt;ยก&lt;/b&gt;ระดับให้สูงกว่ามาตรฐานในอุตสาหกรรม&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;มีปัจจัยใดบ้างที่อุตสาหกรรมยังไม่เคยมีการนำเสนอและควรค่าแก่การ&lt;b&gt;สร้าง&lt;/b&gt;ให้เกิดขึ้น&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;ส่วน&lt;font color=green&gt;&lt;b&gt;กลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; (Green Ocean Strategy) นอกเหนือจากการวิเคราะห์คุณค่าเชิงเศรษฐกิจที่ถูกสร้างขึ้นจากกิจกรรมหลัก (Primary Activities) และกิจกรรมสนับสนุน (Support Activities) ในสายแห่งคุณค่า (Value Chain) แล้ว ยังคำนึงถึงการดำรงคุณค่าเชิงสังคมและคุณค่าเชิงสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ที่เรียกว่า &lt;font color=green&gt;&lt;b&gt;Triple-value Chains&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; ซึ่งได้ผนวกกิจกรรมฝังตัว (Embedded Activities) ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนในสายแห่งคุณค่านั้นๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องมือ Triple-value Chains ในกลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว จะนำทั้งเรื่องของ ระบบ ที่กำกับดูแลด้วยธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) และเรื่องของ บุคลากร ที่เสริมสร้างด้วยอุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) มาพิจารณาภายใต้กรอบการพัฒนาความยั่งยืนทางคุณค่า สำหรับตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ห่วงใยในสุขอนามัย คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรไปพร้อมๆ กัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสามกลยุทธ์น่านน้ำ มุ่งให้ความสำคัญกับการปรับทิศทางการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่เป็นเป้าหมายรวมของกิจการ มากกว่าการปรับเปลี่ยนแค่กิจกรรมที่ดำเนินอยู่ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในแต่ละแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ขององค์กร...(จากคอลัมน์หน้าต่าง CSR) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://greenoceanstrategy.blogspot.com/2011/05/colourful-ocean-strategy-activity.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-5608028671855838226?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/5608028671855838226/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=5608028671855838226' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5608028671855838226'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5608028671855838226'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/05/colourful-ocean-strategy-activity.html' title='เหตุใด Colourful Ocean เป็น Strategy มิใช่ Activity'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-276031620523090666</id><published>2011-05-19T17:49:00.000+07:00</published><updated>2011-05-19T17:51:51.493+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>Colourful Ocean ในประโยคบอกเล่า</title><content type='html'>สัปดาห์ที่แล้ว ได้พูดถึงความแตกต่างระหว่าง Strategy กับ Activity ผ่านประโยคบอกเล่า ที่สรุปว่ากลยุทธ์ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย เปรียบเหมือนคำกริยาหลัก ขณะที่การปฏิบัติงานหรือการดำเนินงานประจำวัน เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนได้ เปรียบเหมือนคำกริยานุเคราะห์ ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาหลัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บทความตอนนี้ จะพูดถึงกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน ก็คือ กลยุทธ์จำพวกน่านน้ำหลากสีทั้ง red ocean, blue ocean, green ocean ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็สามารถเปรียบได้กับกริยากลุ่ม non-finite verb ในประโยคบอกเล่า&lt;br /&gt;Non-finite verb เป็นกริยาที่ไม่ถูกจำกัดโดยประธานในประโยคหรือจำกัดด้วยกาลเวลา ซึ่งตรงข้ามกับ finite verb ซึ่งเป็นกริยาที่แสดงถึงกาลเวลา หรือกริยาที่ถูกกำหนดโดยส่วนประธาน และหากประโยคใดขาด finite verb จะทำให้ความหมายของประโยคไม่สมบูรณ์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อเปรียบกับกลยุทธ์น่านน้ำหลากสี หมายความว่า องค์กรหนึ่งๆ ไม่จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ประเภท red ocean, blue ocean, green ocean ก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ได้ แต่การเพิ่มเติมกลยุทธ์เหล่านี้ในธุรกิจ ก็เปรียบเสมือนการปรับแต่งประโยคให้มีการเน้นความสำคัญหรือขยายความในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (หรือหลายเรื่อง) ที่อยู่ในความสนใจ หรือคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อกิจการนั่นเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กลยุทธ์น่านน้ำเหล่านี้มีทั้งความเหมือนและต่างกันในบริบทที่ตัวมันเองเป็นกลยุทธ์ประเภทหนึ่งในทางธุรกิจ ความเหมือนกัน ก็คือ ทั้งสามกลยุทธ์มุ่งให้ความสำคัญที่คุณค่า (value) ในการประกอบการ เพื่อนำมาซึ่งความสำเร็จขององค์กร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การนิยามความสำเร็จเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างทางกลยุทธ์ บางกิจการ ความสำเร็จ คือการมีชัยชนะเหนือคู่แข่งในสนามการแข่งขัน บางกิจการวัดความสำเร็จจากการพัฒนาธุรกิจให้ล้ำหน้าการแข่งขันอยู่ตลอดเวลาจนทำให้คู่แข่งหมดความหมาย ขณะที่กิจการอีกส่วนหนึ่งประเมินจากที่องค์กรมีความยั่งยืนด้วยการพัฒนาอย่างสมดุลและแข่งขันกับตนเองเป็นหลัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;font color=red&gt;&lt;b&gt;Red ocean strategy&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; คือ กลยุทธ์ที่ใช้สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยมุ่งพัฒนาและส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่า (Beating Value) คู่แข่งขัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color=blue&gt;&lt;b&gt;Blue ocean strategy&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; คือ กลยุทธ์ที่ใช้สร้างและจับจองอุปสงค์ในตลาดใหม่ ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมทางคุณค่า (Innovating Value) ที่ล้ำหน้าจากสภาพการแข่งขัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color=green&gt;&lt;b&gt;Green ocean strategy&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; คือ กลยุทธ์ที่ใช้สร้างและผนวกคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่เน้นดำรงความยั่งยืนทางคุณค่า (Sustaining Value) ด้วยการแข่งขันกับตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td bgcolor="#EEEEEE" width="33%" align="center" valign="top"&gt;&lt;b&gt;Red Ocean&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EEEEEE" width="33%" align="center" valign="top"&gt;&lt;b&gt;Blue Ocean&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EEEEEE" width="34%" align="center" valign="top"&gt;&lt;b&gt;Green Ocean&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;Competition-based Strategy&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;Innovation-based Strategy&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;Sustainability-based Strategy&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;Beating Value&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;Innovating Value&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;Sustaining Value&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกลยุทธ์การแข่งขันแบบน่านน้ำสีแดง องค์กรต้องเลือกระหว่างกลยุทธ์ต้นทุนต่ำ การสร้างความแตกต่าง หรือการมุ่งเฉพาะส่วน เพราะพื้นที่ตลาดเดิมได้ถูกกำหนดไว้อย่างแจ้งชัด แต่สำหรับกลยุทธ์น่านน้ำสีคราม องค์กรสามารถพัฒนากลยุทธ์ที่ได้ทั้งความแตกต่างและต้นทุนต่ำ เนื่องจากพื้นที่ตลาดได้ถูกสร้างขึ้นใหม่และยังไร้ซึ่งการแข่งขัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนกลยุทธ์สู่ความยั่งยืนแบบน่านน้ำสีเขียว องค์กรจะต้องทบทวนกิจกรรมในสายคุณค่าทั้งหมด เพื่อปลูกฝังเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ในทุกๆ กิจกรรม มิใช่การดำเนินเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกกระบวนการหรือแยกต่างหากจากการดำเนินธุรกิจ การพัฒนากลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว จึงคำนึงถึงคุณค่าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ถูกสร้างขึ้นในสายคุณค่า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาสู่ความยั่งยืน...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110519/391418/Colourful-Ocean-ในประโยคบอกเล่า.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/05/colourful-ocean.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-276031620523090666?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/276031620523090666/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=276031620523090666' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/276031620523090666'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/276031620523090666'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/05/colourful-ocean.html' title='Colourful Ocean ในประโยคบอกเล่า'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-5535630448656225431</id><published>2011-05-12T12:48:00.001+07:00</published><updated>2011-05-19T17:49:19.238+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>Strategy ในประโยคบอกเล่า</title><content type='html'>ครั้งที่แล้ว ได้พูดถึงความแตกต่างระหว่าง CSR กับ Sustainability ผ่านประโยคบอกเล่า ที่สรุปว่าเรื่องทั้งสองนั้นมีบทบาทที่แตกต่างกัน ตามหน้าที่ของคำในประโยค โดย CSR ควรเป็นคำขยายกริยา หรือ adverb ที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำหรือการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าจะไปขยายที่ตัวองค์กรหรือสิ่งที่องค์กรทำโดยตรง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะที่ Sustainability ควรเป็นคำขยายนาม หรือ adjective ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ทำหรือสิ่งที่ถูกกระทำมีความยั่งยืนจากผลแห่งการกระทำหรือการดำเนินงานนั้นมากน้อยเพียงใด มากกว่าที่จะไปขยายอากัปกิริยาหรือการกระทำนั้นๆ โดยตรง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในครั้งนี้ จะพูดถึงคำว่า Strategy ที่จัดเป็น verb ในประโยคบอกเล่า ซึ่งหมายถึง วิธีการหรือการดำเนินงานที่มีนัยสำคัญต่อองค์กร นอกเหนือจากการปฏิบัติงานที่เป็นปกติประจำวัน โดยการบริหารกลยุทธ์ (managing strategy) นั้นมีความแตกต่างจากการบริหารการดำเนินงาน (managing operations) ทั่วไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นักกลยุทธ์อย่างไมเคิล อี พอร์เตอร์ ระบุว่า ประสิทธิผลของการดำเนินงาน (operation effectiveness) กับกลยุทธ์ (strategy) นั้น มีความจำเป็นต่อการได้มาซึ่งสมรรถนะที่เหนือกว่า (superior performance) คู่แข่งขัน แต่การทำงานในทั้งสองเรื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กลยุทธ์ที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ หากขาดการเชื่อมโยงสู่การดำเนินงานที่เป็นเลิศและกระบวนการกำกับดูแลที่ดี ก็ไร้ผล ในทางกลับกัน ความเป็นเลิศในการดำเนินงานที่สามารถลดต้นทุน ปรับปรุงคุณภาพ ลดขั้นตอนและเวลาการทำงาน หากปราศจากวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติเชิงกลยุทธ์ ก็เป็นไปไม่ได้ที่องค์กรจะดื่มด่ำกับความสำเร็จที่ยั่งยืนจากการปรับปรุงการดำเนินงานเพียงลำพัง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กูรูผู้นิยามแนวคิด Reengineering หรือการรื้อปรับระบบอย่างไมเคิล แฮมเมอร์ ยังชี้เหมือนกันว่า กระบวนการดำเนินงานที่มีสมรรถนะสูงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่เพียงพอที่จะนำพาองค์กรให้ประสบผลสำเร็จ นั่นหมายความว่า แม้องค์กรจะมีกระบวนการดำเนินงานดีที่สุดในโลก แต่หากขาดซึ่งกระบวนการกำกับทิศทางและการปรับเปลี่ยนเพื่อมุ่งสู่เป้าประสงค์ขององค์กรแล้ว ความสำเร็จที่ได้มาก็ถือเป็นโชคอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กลยุทธ์ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย เปรียบเหมือนคำกริยาหลัก (main verb หรือ principal verb) ขณะที่การปฏิบัติงานหรือการดำเนินงานประจำวัน เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนได้ เปรียบเหมือนคำกริยานุเคราะห์ (helping verb หรือ auxiliary verb) ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาหลัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี กริยา auxiliary verb จำพวก primary auxiliary verb สามารถเป็นได้ทั้งกริยาหลักและกริยาช่วย เราจึงได้เห็นหลายองค์กรอยู่ด้วยการบริหารการดำเนินงาน (managing operations) อย่างเดียว โดยไม่พึ่งพิงการบริหารกลยุทธ์ (managing strategy) แต่นั่นก็อาจหมายความว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นถือเป็นโชคที่อาจไม่สามารถรักษาให้คงอยู่ไว้ได้ตลอดไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อว่าด้วยเรื่องกลยุทธ์ ในแวดวงธุรกิจก็มีหลากหลายกลยุทธ์จากร้อยแปดสำนัก กลยุทธ์ที่กำลังมีอิทธิพลและได้รับการกล่าวขานกันแพร่หลายอยู่ในช่วงนี้ ก็คือ กลยุทธ์จำพวกน่านน้ำหลากสี (colourful ocean strategy) ทั้ง red ocean, blue ocean, green ocean ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็สามารถเปรียบได้กับคำกริยากลุ่มหนึ่งในประโยคบอกเล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนจะเป็นกริยาประเภทใด และกลยุทธ์น่านน้ำเหล่านี้มีความเหมือนและต่างกันอย่างไร เราจะมาเฉลยกันผ่านประโยคบอกเล่าในโอกาสต่อไป...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110512/390568/Strategy-ในประโยคบอกเล่า.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/05/strategy.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-5535630448656225431?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/5535630448656225431/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=5535630448656225431' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5535630448656225431'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5535630448656225431'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/05/strategy.html' title='Strategy ในประโยคบอกเล่า'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-1584721786021700241</id><published>2011-04-28T17:21:00.003+07:00</published><updated>2011-04-28T17:26:07.848+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>CSR ในประโยคบอกเล่า</title><content type='html'>วันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเรื่อง CSR หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ และจะอินเทรนด์ยิ่งขึ้น ถ้ารู้จักเรื่อง Sustainability หรือ ความยั่งยืน สองเรื่องนี้มักจะถูกหยิบยกมาพูดพร้อมๆกัน ในบริบทที่ใกล้เคียงกัน เมื่อมีการพูดถึงองค์กรที่ประพฤติตัวดีหรือเป็นที่ยอมรับของสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาที่เราได้ยินว่า องค์กรนั้นองค์กรนี้มี CSR Strategy ที่โดดเด่น ก็มีองค์กรแบบข้ามาทีหลังต้องดังกว่าบอกว่า กลยุทธ์ที่เค้าใช้นั้นมัน beyond CSR ไปแล้ว ของเค้านั้นไปถึง Sustainability Strategy เรียบร้อยแล้ว โอ้แม่เจ้า หลายคนจึงสงสัยอยู่ลึกๆ ว่า แล้วเจ้า CSR กับ Sustainability มันต่างกันหรือไม่ และต่างกันอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ทั้ง CSR และ Sustainability นั้น ภาษาไทยแปลนำหน้าด้วยคำว่า “ความ” (รับผิดชอบต่อสังคม) และ “ความ” (ยั่งยืน) ไม่ใช่ การรับผิดชอบต่อสังคม หรือ การยั่งยืน จึงต้องจัดว่าเป็น “สภาพ” ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ดำเนินไปด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมหรือด้วยความยั่งยืน ไม่ใช่ สิ่ง (object) หรือเรื่อง (subject) ที่จะดำเนินไปเองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่นี้ จะถือโอกาสอธิบายความต่างของ CSR กับ Sustainability อย่างง่ายๆ โดยใช้การเทียบเคียงรูปประโยคในภาษาอังกฤษเป็นตัวดำเนินเรื่องละกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประโยคบอกเล่า ที่มี ประธาน (subject) กริยา (verb) กรรม (object) ยังมีคำขยายสองชนิดที่ใช้บ่อยก็คือ คำคุณศัพท์ (adjective) กับคำกริยาวิเศษณ์ (adverb) ครั้นจะทำความเข้าใจสองคำขยายนี้ ตามที่แปลเป็นภาษาไทยคงมึนตึ๊บแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Ad ที่เติมหน้า -jective กับ -verb แปลว่า ขยาย หรือ ชี้สภาพของสิ่งนั้น adjective จึงเป็นคำขยายนาม คือ เป็นเครื่องชี้สภาพของสิ่งนั้นหรือเรื่องนั้น ส่วน adverb คือ คำขยายกริยา จึงใช้เป็นเครื่องชี้สภาพของการกระทำ (โดยประธาน) หรือ การถูกกระทำ (ของกรรม) ในประโยค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเราไม่ได้จัดว่า CSR และ Sustainability เป็นประธานหรือกรรมของประโยค แต่เป็นสภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ฉะนั้น CSR กับ Sustainability จึงน่าจะเทียบเคียงได้กับ adjective หรือ adverb ในประโยคบอกเล่า ปัญหามีต่อไปว่า แล้ว CSR ควรเป็น adjective หรือ adverb กันล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากพิจารณาน้ำหนักของคำที่ CSR จะต้องไปขยายระหว่าง ผู้ทำ (หรือสิ่งที่ถูกกระทำ) กับ การกระทำแล้ว ก็น่าจะเห็นพ้องได้ว่า CSR ควรเป็นคำขยายกริยา หรือ adverb ที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำหรือการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าที่จะไปขยายตัวองค์กรหรือสิ่งที่องค์กรทำโดยตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น องค์กรไม่ได้ต้องการผลิตสินค้าให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ต้องการที่จะผลิต (สินค้า) อย่างรับผิดชอบ เพื่อให้ได้สินค้าซึ่งเป็นที่ยอมรับจากสังคม และส่งผลให้องค์กรได้รับการยอมรับจากสังคมตามไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่คำว่า Sustainability ควรเป็นคำขยายนาม หรือ adjective ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ทำหรือสิ่งที่ถูกกระทำมีความยั่งยืนจากผลแห่งการกระทำหรือการดำเนินงานนั้นมากน้อยเพียงใด มากกว่าที่จะไปขยายอากัปกิริยาหรือการกระทำนั้นโดยตรง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น องค์กรไม่ได้ต้องการดูแลรักษาอย่างยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการที่จะดูแลรักษา (สิ่งแวดล้อม) อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนทำให้สิ่งแวดล้อมมีความยั่งยืน หรือเกิดเป็นอานิสงส์ให้องค์กรมีความยั่งยืนไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเป็นดังนี้แล้ว CSR จึงเป็นเสมือนกลไกหรือเครื่องมือ (mean) ในการดำเนินการที่จะนำพาองค์กร (ในฐานะผู้ดำเนินการ) และสังคม (ในฐานะเป้าหมายของการดำเนินการ) ไปสู่จุดหมาย (end) แห่งความยั่งยืนจากการดำเนินการนั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่สามารถบรรลุจุดหมาย โดยปราศจากการคำนึงถึงวิธีการที่ใช้ฉันใด องค์กรก็ไม่สามารถได้ความยั่งยืนมาโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคมฉันนั้น ฉะนั้น หากองค์กรมัวแต่คิดเรื่องกลยุทธ์ความยั่งยืน โดยไม่ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นพื้นฐานแล้ว ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ เพราะการได้มาซึ่ง Sustainability ยังไงก็ข้ามเรื่อง CSR ไปไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอธิบายเทียบเคียงข้างต้นนี้ ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า CSR กับ Sustainability มีบทบาทที่แตกต่างกัน ตามหน้าที่ของคำในประโยค มิได้หมายความว่า CSR เป็น adverb และ Sustainability เป็น adjective จริงๆ ตามหลักไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษ (ในความเป็นจริง adverb นอกจากขยายคำกริยาแล้ว ก็ยังทำหน้าที่ขยายคำคุณศัพท์หรือขยายคำกริยาวิเศษณ์เองด้วย)...(จากคอลัมน์ หน้าต่าง CSR) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/04/csr_28.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://on.fb.me/green_ocean"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 287px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-Cs8RCcpDpds/TblAI_zOLrI/AAAAAAAAAD0/U_SH7XfDpJE/s400/campaign8-greenocean.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5600578134921326258" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="3" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="100%" valign="center"&gt;ในช่วงเดือนเมษายนนี้ สถาบันไทยพัฒน์และเครือเนชั่นได้จัดสัปดาห์กิจกรรม 7 อุปนิสัยสร้างโลกเขียว บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (&lt;a href="http://on.fb.me/green_ocean" target="_blank"&gt;http://on.fb.me/green_ocean&lt;/a&gt;) และทวิตเตอร์ (&lt;a href="http://bit.ly/i9lZ83" target="_blank"&gt;http://twitter.com/green_ocean&lt;/a&gt;) ชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรม กรีน โอเชี่ยน สัปดาห์ที่ 8 : Activities ร่วมด้วยช่วยกันเพื่อโลกของเรา ร่วมตอบ 15 คำถาม 5 วันต่อเนื่อง ชิงรางวัลบัตร BTS มูลค่า 500 บาท เสื้อโปโล CSR มูลค่า 350 บาท และ  Central Gift Voucher มูลค่า 200 บาท (เริ่มวันจันทร์ที่ 25 - ศุกร์ที่ 29 เม.ย.54)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-1584721786021700241?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/1584721786021700241/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=1584721786021700241' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1584721786021700241'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1584721786021700241'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/04/csr_28.html' title='CSR ในประโยคบอกเล่า'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-Cs8RCcpDpds/TblAI_zOLrI/AAAAAAAAAD0/U_SH7XfDpJE/s72-c/campaign8-greenocean.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-1623711285794457434</id><published>2011-04-21T10:21:00.001+07:00</published><updated>2011-04-22T10:45:22.137+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>ก่อนจะมีหน่วยงาน CSR</title><content type='html'>คำถามหนึ่งที่ผมได้รับการถามอยู่เป็นประจำ คือ ในองค์กรควรจะมีการตั้งหน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบเรื่อง CSR ขึ้นมาโดยตรงหรือไม่ เนื่องด้วยความไม่แน่ใจว่า หากตั้งขึ้นมาแล้ว จะดีกว่าที่ไม่มีหรือไม่ หรือจะทำให้กลายเป็นภาระส่วนเพิ่มขององค์กรต่อไปหรือไม่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในหลายกิจกรรมที่เป็นงานในกระบวนการธุรกิจ หรือที่เข้าข่าย CSR-in-process องค์กรสามารถขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าวผ่านทางสายงานที่รับผิดชอบ ภายใต้โครงสร้างหรือผังองค์กรที่เป็นปัจจุบันโดยปราศจากการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม หรือพูดอย่างง่ายคือ เป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้เงิน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่สะท้อนให้เห็นการคำนึงถึงผลกระทบเชิงลบที่มีต่อสังคมอย่างครบถ้วนรอบด้านยิ่งขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะที่ในบางกิจกรรม ซึ่งอยู่นอกกระบวนการธุรกิจ หรือที่เข้าข่าย CSR-after-process องค์กรอาจต้องตั้งเป็นโครงการเฉพาะกิจ อาจต้องดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่น หรืออาจต้องมอบหมายให้หน่วยงานภายนอกดำเนินการให้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการดำเนินงาน การขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าว องค์กรควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในกิจกรรม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การที่บางกิจการได้มีการจัดตั้งหน่วยงาน CSR ขึ้นในองค์กร ถือเป็นการยกระดับการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการให้มีเจ้าภาพรองรับที่ชัดเจนมากกว่าการตั้งเป็นคณะทำงาน อย่างไรก็ดี หน่วยงาน CSR ที่ตั้งขึ้นมานี้ ผู้รับผิดชอบต้องเข้าใจบทบาทและสามารถสื่อสารให้แก่พนักงานในองค์กรเพื่อมิให้พนักงานเกิดความเข้าใจว่า นับจากนี้ &lt;i&gt;“CSR เป็นเรื่องของฝ่าย CSR มิใช่เรื่องของฉันอีกต่อไป”&lt;/i&gt; มิฉะนั้นแล้ว การขับเคลื่อนเรื่อง CSR จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากไม่ได้รับการมีส่วนร่วมจากพนักงานอย่างเต็มที่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การขับเคลื่อนเรื่อง CSR ในองค์กร จำเป็นต้องได้รับความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกสายงาน และต้องมีการดำเนินงานที่สอดประสานกัน (Act in Concert) ทั่วทั้งองค์กร เนื่องจาก &lt;i&gt;“CSR เป็นเรื่องของทุกคน มิใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”&lt;/i&gt; โดยเฉพาะ CSR-in-process ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของแต่ละสายงาน ก็ยังเป็นเรื่องที่แต่ละสายงานต้องรับผิดชอบและตรวจตราการดำเนินงาน เพื่อมิให้ส่งผลกระทบในเชิงลบสู่สังคมผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ (ลูกค้า คู่ค้า ชุมชน ฯลฯ) รวมถึงสิ่งแวดล้อมตลอดจนกิจกรรม CSR-after-process ที่มีเป้าประสงค์ในการส่งมอบ ผลกระทบในเชิงบวก ทั้งในมิติของการแก้ไขฟื้นฟู เยียวยา บรรเทาปัญหาและในมิติของการอนุรักษ์ ดูแล พัฒนา ร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บทบาทของหน่วยงาน CSR จึงมีหน้าที่ในการผสานความร่วมมือและอำนวยการให้การขับเคลื่อนเรื่อง CSR ในแต่ละสายงานเป็นไปโดยราบรื่น การติดตามความคืบหน้าให้เป็นไปตามแผนงาน รวมทั้งการริเริ่มดำเนินงานหรือกิจกรรม CSR ที่ยังไม่มีเจ้าภาพแต่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้อพิจารณาในการจัดให้มีหน่วยงาน CSR ในแต่ละองค์กรนั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมขององค์กรในการบริหารการขับเคลื่อนงาน CSR ที่มีอยู่ และระดับของพัฒนาการหรือวุฒิภาวะทาง CSR ซึ่งภาษาอังกฤษตรงกับคำว่า Maturity ในด้าน CSR ขององค์กรนั่นเอง...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110421/387447/ก่อนจะมีหน่วยงาน-CSR.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/04/csr.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://on.fb.me/green_ocean"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 287px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-g4L1yBYjX44/TbD3O6A8dmI/AAAAAAAAAkg/AQAX4x4HW7o/s320/campaign7-greenocean.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5598246172284974690" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="3" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="100%" valign="center"&gt;ในช่วงเดือนเมษายนนี้ สถาบันไทยพัฒน์และเครือเนชั่นได้จัดสัปดาห์กิจกรรม 7 อุปนิสัยสร้างโลกเขียว บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (&lt;a href="http://on.fb.me/green_ocean" target="_blank"&gt;http://on.fb.me/green_ocean&lt;/a&gt;) และทวิตเตอร์ (&lt;a href="http://bit.ly/i9lZ83" target="_blank"&gt;http://twitter.com/green_ocean&lt;/a&gt;) ชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรม กรีน โอเชี่ยน สัปดาห์ที่ 7 : ร่วมด้วย ช่วยกัน เพื่อโลกสีเขียว ร่วมคิดกิจกรรมที่จะช่วยกันเพื่อโลกสีเขียว ภายใต้หัวข้อ “ถ้าคุณมีเวลาว่าง 1 วัน จะชวนเพื่อนๆ มาร่วมทำกิจกรรมอะไรกันดี เพื่อตอบแทนคืนแก่โลก” กิจกรรมใดที่ได้รับการคลิก Like-ถูกใจ มากที่สุด จะได้รับรางวัลประจำสัปดาห์ อันดับหนึ่ง บัตร BTS มูลค่า 500 บาท อันดับสอง เสื้อโปโล CSR มูลค่า 350 บาท และอันดับสาม หูฟัง Elecom มูลค่า 250 บาท (เริ่มวันจันทร์ที่ 18 - อาทิตย์ที่ 24 เม.ย.54)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-1623711285794457434?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/1623711285794457434/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=1623711285794457434' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1623711285794457434'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1623711285794457434'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/04/csr.html' title='ก่อนจะมีหน่วยงาน CSR'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-g4L1yBYjX44/TbD3O6A8dmI/AAAAAAAAAkg/AQAX4x4HW7o/s72-c/campaign7-greenocean.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-2718468597308466439</id><published>2011-04-14T13:18:00.000+07:00</published><updated>2011-04-18T13:19:41.321+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>ทำ CSR แบบ SMEs</title><content type='html'>ที่ผ่านมา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกี่ยวกับเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (Corporate Social Responsibility - CSR) ไล่มาตั้งแต่ตัวเจ้าของกิจการ หรือเถ้าแก่ ลงมาถึงตัวพนักงาน หรือลูกจ้าง อีกหลายแห่งก็ยังไม่รู้และไม่เข้าใจว่า CSR คืออะไร ทำไมต้องทำ CSR ทำ หรือ CSR แล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ คิดว่า CSR เป็นเรื่องของการทำกิจกรรมเพื่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมในรูปของการบริจาคหรือคืนกำไรให้สังคม ฉะนั้น เมื่อกิจการตนเองยังไม่ค่อยมีกำไร ไม่ค่อยมีเวลา จึงไม่สนใจทำ CSR และคิดไปว่า CSR เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ที่มีกำไรเยอะๆ แล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทว่า CSR คือ การบริจาคหรือการอาสาตอบแทนสังคมในเรื่องต่างๆ นั้น ก็ถูกต้อง แต่ถูกเพียงเสี้ยวเดียว อันที่จริงแล้ว นิยามที่เข้าใจได้ง่ายๆ สำหรับเอสเอ็มอี ก็คือ การทำมาค้าขายหรือทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบ เช่น ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ไม่เอาเปรียบลูกจ้าง ตรงไปตรงมากับคู่ค้า ไม่ปล่อยน้ำเสียของเสียกระทบเพื่อนบ้าน ฯลฯ CSR แบบนี้ หลายเรื่องไม่เกี่ยวกับการใช้เงินแม้แต่บาทเดียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การดูแลลูกค้าให้ได้รับบริการที่ดี รับผิดชอบต่อพันธสัญญาที่ให้ไว้ คอยแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ หรือกรณีที่มีปัญหาหรือข้อบกพร่องก็รีบขวนขวายเป็นธุระจัดการแก้ไขให้ เหล่านี้คือ CSR ที่กิจการสามารถทำกับกลุ่มลูกค้า (คิดเสียว่าเป็นลูก....ที่เราค้าขายด้วย) ในเมื่อกิจการทำแล้ว ลูกค้าได้รับความพึงพอใจ ผลดีที่สะท้อนกลับมายังองค์กร คือ ลูกค้าก็ยินดีที่จะควักเงินในกระเป๋าอุดหนุนกิจการของเราเรื่อยไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนการดูแลลูกจ้าง (ให้คิดเสมือนว่าเป็นลูก...ที่เราจ้างมาทำงาน) อาทิ การจ่ายเงินเดือนให้ตรงเวลา การดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การหมั่นไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของผู้ใต้บังคับบัญชา การพัฒนาและฝึกอบรมให้มีทักษะความก้าวหน้าในงานที่ทำ เหล่านี้คือ ตัวอย่าง CSR กับกลุ่มพนักงานหรือลูกจ้าง เมื่อเขาเหล่านั้นมีความสุขในงานที่ทำ ผลิตภาพ (Productivity) หรือเนื้องานก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญ หรือเอาเงินเป็นสิ่งจูงใจอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำหรับการค้าๆ ขายๆ กับคู่ค้า (หรือมองว่าเป็นคู่...ซึ่งเราค้าขายด้วย ที่แม้ยิ่งคบกันนาน ก็คงไม่เบือนหน้าหนียิ่งไปกว่าเดิม) ที่พอจะหยิบยกมาเป็นประเด็นทาง CSR ก็ได้แก่ การหลีกเลี่ยงไม่ข้องเกี่ยวกับสินบนหรือการทุจริตคอร์รัปชัน การไม่ซูเอี๋ยเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเครือญาติ การเคารพต่อสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น (เช่น ลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา) หรือการที่กิจการของเราทำ CSR ให้เป็นแบบอย่างกับองค์กรอื่นๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนในเรื่องสิ่งแวดล้อม แม้เอสเอ็มอีของเรา จะไม่จำเป็นต้องไปทำกิจกรรมปลูกป่า สร้างฝายเหมือนกับองค์กรขนาดใหญ่ แต่วิกฤตน้ำท่วมในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงภัยธรรมชาติซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยน้ำมือมนุษย์ที่ละเลยเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องผังเมือง เรื่องการบริหารจัดการน้ำ กิจการเอสเอ็มอีสามารถทำ CSR ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว เช่น การประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่าและอย่างยั่งยืน การป้องกันและบำบัดมลพิษก่อนปล่อยออกจากสถานประกอบการ รวมทั้งการร่วมรณรงค์ในมาตรการที่เกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหมู่เอสเอ็มอีด้วยกันหรือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;CSR ในมิติของเอสเอ็มอีนี้ มุ่งหมายถึง การดำเนินธุรกิจแสวงหากำไรอย่างรับผิดชอบ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณหรือเงินเป็นตัวตั้ง การพิจารณา CSR ในมิตินี้ จึงเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังให้ทุกคนในทุกส่วนงาน ทุกแผนก ทุกฝ่ายขององค์กร ตั้งแต่ระดับเถ้าแก่ ผู้บริหาร จนถึงพนักงาน ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และได้มีส่วนร่วมในการทำ CSR ทั้งในเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงาน การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การเคารพในสิทธิส่วนบุคคล และทำงานในหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ รวมไปถึงการร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผลที่ได้จากการทำ CSR ที่นอกจากการเป็นองค์กรที่ประสบผลสำเร็จในด้านการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือ ความไว้วางใจ และเป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย ด้วยเหตุที่ว่ามานี้ การทำ CSR จึงมิได้ทำให้กิจการต้องเสียกำไร ตรงกันข้ามกลับจะไปเสริมสร้างผลกำไรให้มีความเข้มแข็ง จากการที่ไม่ไปสร้างปัญหาหรือความขัดแย้งกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ซึ่งผมจะนิยามธุรกิจที่ทำ CSR ว่าเป็นองค์กรที่สามารถทั้ง Maximize Profit และ Minimize Conflict ไปพร้อมๆ กันในตัว...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110414/386246/ทำ-CSR-แบบ-SMEs.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/04/csr-smes.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-2718468597308466439?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/2718468597308466439/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=2718468597308466439' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/2718468597308466439'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/2718468597308466439'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/04/csr-smes.html' title='ทำ CSR แบบ SMEs'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-750795276970153355</id><published>2011-04-07T20:34:00.001+07:00</published><updated>2011-04-07T20:38:05.145+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>7 วิชามาร (ฟอก) เขียว</title><content type='html'>หนึ่งในทิศทางและแนวโน้มเรื่อง CSR ที่สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการวิเคราะห์และประมวลไว้ในรายงาน 6 ทิศทาง CSR ปี 2554 ท่ามกลางการเติบโตของกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม คือ ธุรกิจที่ไม่เขียว แต่ก็ไม่อยากตกเทรนด์ จะใช้วิธีการฟอกเขียว (Green Washing) เพื่อทำให้ผู้บริโภคหรือสังคมเข้าใจไปว่าผลิตภัณฑ์ของตนหรือกระบวนการธุรกิจของตนมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการตลาดหรือการขาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในเมืองนอก มีผู้เรียบเรียง 7 บาปแห่งการฟอกเขียว ประกอบด้วย sin of the hidden trade-off, sin of no proof, sin of vagueness, sin of worshipping false labels, sin of irrelevance, sin of lesser of two evils, sin of fibbing (ดูเพิ่มเติมที่ &lt;a href="http://bit.ly/the7sins" target="_blank"&gt;http://bit.ly/the7sins&lt;/a&gt;) ซึ่งเป็นฉบับตะวันตกหรือเวอร์ชั่นฝรั่งเพื่อให้อินเทรนด์ (ฟอก) เขียวในกระแสโลก ผมได้เรียบเรียงวิธีการฟอกเขียวของธุรกิจในแบบไทยๆ ที่ไม่ได้แปลจากต้นฉบับเมืองนอก แต่เป็นฉบับตะวันออกหรือเวอร์ชั่นไทย ประกอบด้วย 7 วิธีมาร ดังนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1. &lt;b&gt;แบบโป้ปดมดเท็จ&lt;/b&gt; เป็นการปฏิเสธความจริงที่ปรากฏ หรือสื่อสารไม่ตรงตามข้อเท็จจริง เช่น การติดฉลากรับรองคุณภาพทั้งที่มิได้มีคุณภาพตามสมอ้างหรือโดยปราศจากการตรวจสอบรับรองใดๆ การอ้างกฎหมายเพื่อปฏิเสธความรับผิดเนื่องจากขาดหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ ทั้งที่มีมูลเหตุมาจากองค์กร หรือการยกเมฆตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2. &lt;b&gt;แบบพูดอย่างทำอย่าง&lt;/b&gt; เป็นการให้คำมั่นสัญญาที่มิได้มีเจตนาจะดำเนินการจริง เช่น การลงนามในบันทึกข้อตกลง หรือให้สัตยาบัน หรือร่วมประกาศปฏิญญา แต่ไม่มีการดำเนินงานตามที่กล่าวไว้ เข้าในลักษณะวจีบรม (Lip Service)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;3. &lt;b&gt;แบบเจ้าเล่ห์เพทุบาย&lt;/b&gt; เป็นการอวดอ้างประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลการดำเนินงานด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ทั้งที่มิได้มีคุณสมบัติตามที่กล่าวอ้างจริง เช่น การเลือกตัวชี้วัดที่อ่อนกว่าเกณฑ์ การใช้วิธีกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุต่ำเกินจริง การเลือกบันทึกข้อมูลเฉพาะครั้งที่ได้ค่าตามต้องการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;4. &lt;b&gt;แบบมารยาสาไถย&lt;/b&gt; เป็นการเจตนาลวงให้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมได้ตามมาตรฐานหรือดีกว่าองค์กรอื่นๆ เช่น ประกาศว่าได้รับการรับรองตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดที่อ้างอิงจาก ISO 26000 ทั้งที่มาตรฐานดังกล่าว มิใช่มาตรฐานสำหรับนำไปใช้หรือนำมาพัฒนาเป็นข้อกำหนดอ้างอิงเพื่อการรับรอง หรือการได้รับรางวัลจากเวทีหรือหน่วยงานที่ตนเองเป็นผู้ให้การสนับสนุนหรือชี้นำ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;5. &lt;b&gt;แบบเล่นสำนวนโวหาร&lt;/b&gt; เป็นความตั้งใจที่จะสื่อสารอย่างคลุมเครือ เพื่อให้เข้าใจไขว้เขวไปตามจุดมุ่งหมาย หรือทำให้หลงประเด็น เช่น ผลิตภัณฑ์นี้ประกอบด้วยสารจากธรรมชาติล้วนๆ ซึ่งในความเป็นจริง สารมีพิษ อาทิ สารหนู สารปรอท สารกันเสียฟอร์มาลดีไฮด์ (ที่มักใช้ผสมในเครื่องสำอาง แชมพู น้ำยาเคลือบเล็บ น้ำยาบ้วนปาก ยาระงับกลิ่นผ้า) ก็เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติทั้งสิ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;6. &lt;b&gt;แบบต่อเติมเสริมแต่ง&lt;/b&gt; เป็นการขยายความหรืออวดอ้างสรรพคุณเกินจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่เพียงบางส่วน เพื่อให้เข้าใจว่ากระบวนการผลิตในธุรกิจหรือตัวผลิตภัณฑ์มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง หรือมีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง เช่น ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มบำรุงสมอง เครื่องดื่มลดความอ้วน ที่อ้างส่วนประกอบของสารอาหารซึ่งสามารถได้รับจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มทั่วไปในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;7. &lt;b&gt;แบบปิดบังอำพราง&lt;/b&gt; เป็นการปกปิดข้อมูลหรือข้อเท็จจริงซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย หรือแสดงความจริงเพียงส่วนเดียว เพื่อจุดมุ่งหมายในการปกป้องผลประโยชน์หรือเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายขององค์กร เช่น องค์กรแสดงให้เห็นถึงการลงทุนในเทคโนโลยีระบบบำบัดของเสียที่เหนือกว่ามาตรฐาน แต่กลับมิได้บำบัดให้ได้ดีกว่าดังที่ประกาศ หรือการบิดเบือนข้อมูลในรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนรายงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ปรากฏเฉพาะส่วนที่ส่งผลบวกต่อองค์กร...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110407/385720/7-วิชามาร-(ฟอก)-เขียว.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://greenoceanstrategy.blogspot.com/2011/04/7.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://on.fb.me/green_ocean"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 287px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-9rFn41WttIg/TZ2z-VrlMFI/AAAAAAAAAkI/3dYpKLkOpKg/s320/campaign6-greenocean.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5592824195817222226" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="3" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="100%" valign="center"&gt;ในช่วงเดือนเมษายนนี้ สถาบันไทยพัฒน์และเครือเนชั่นได้จัดสัปดาห์กิจกรรม 7 อุปนิสัยสร้างโลกเขียว บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (&lt;a href="http://on.fb.me/green_ocean" target="_blank"&gt;http://on.fb.me/green_ocean&lt;/a&gt;) และทวิตเตอร์ (&lt;a href="http://bit.ly/i9lZ83" target="_blank"&gt;http://twitter.com/green_ocean&lt;/a&gt;) ชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรม กรีน โอเชี่ยน สัปดาห์ที่ 6 : ลด ละ เลิก = รักษ์โลก สร้างอุปนิสัยของการ Refuse = ปฏิเสธสินค้าฟุ่มเฟือย ปฏิเสธความอยากได้ตามกระแส ร่วมตอบคำถาม 5 วันต่อเนื่อง ท่านใดที่ตอบคำถามได้รวดเร็ว และถูกต้องมากที่สุด จะได้รับรางวัลประจำสัปดาห์ อันดับหนึ่ง บัตรของขวัญจาก Big C มูลค่า 500 บาท อันดับสอง กล้องโลโม่ 3 ตา มูลค่า 450 บาท และอันดับสาม เสื้อโปโล CSR มูลค่า 350 บาท (เริ่มวันจันทร์ที่ 4 - ศุกร์ที่ 8 เม.ย.54)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-750795276970153355?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/750795276970153355/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=750795276970153355' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/750795276970153355'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/750795276970153355'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/04/7.html' title='7 วิชามาร (ฟอก) เขียว'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-9rFn41WttIg/TZ2z-VrlMFI/AAAAAAAAAkI/3dYpKLkOpKg/s72-c/campaign6-greenocean.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-3676142799857392799</id><published>2011-03-31T20:26:00.000+07:00</published><updated>2011-04-07T20:33:26.527+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>7 อุปนิสัย สร้างโลกเขียว</title><content type='html'>ในกลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว หรือ Green Ocean Strategy จำแนกองค์ประกอบของกลยุทธ์ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ เรื่องของ “ระบบ” ที่กำกับดูแลด้วยธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) และเรื่องของ “คน” ที่ปลูกสร้างด้วยอุปนิสัยสีเขียว (Green Habits)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปนิสัยสีเขียวจะช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะวิกฤตภาวะโลกร้อนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ เห็นได้จากพิบัติภัยแผ่นดินไหว สึนามิที่ญี่ปุ่น สร้างให้เกิดวิกฤตนิวเคลียร์และการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี หรือสถานการณ์ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันใน 5 จังหวัดภาคใต้ ที่ก่อให้เกิดน้ำท่วม  ดินถล่ม การจราจรถูกตัดขาด หรือแม้กระทั่งความกดอากาศสูงที่แผ่จากประเทศจีน จนทำให้เกิดอากาศหนาวในฤดูร้อนเป็นช่วงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยเยียวยาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มิให้เป็นภัยอันตรายต่อคนรุ่นเรา รวมทั้งต้องพิทักษ์ระบบนิเวศให้ยืนยาวสืบต่อไปยังคนรุ่นหลัง ด้วยอุปนิสัยสีเขียวภายใต้กลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว ประกอบด้วย 7 อุปนิสัย ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Rethink&lt;/b&gt; ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเรามีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง กระแสการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมจะไม่เกิดผลสำเร็จใดๆ หากผู้รับฟังข้อมูลไม่ตระหนักว่าตนเองต้องเปลี่ยนแปลง การรอคอยให้ผู้อื่นทำไปก่อน แล้วค่อยคิดจะทำนั้น จะทำให้ท่านได้รับการดูแลจากธรรมชาติเป็นคนท้ายๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;b&gt;Reduce&lt;/b&gt; โลกร้อน เมื่อเราเผาผลาญทรัพยากรเกินขีดจำกัดที่ธรรมชาติจะหมุนเวียนได้ทัน โลกบูด เพราะเราบริโภคเกินจนเกิดขยะและของเสียที่ไม่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ทัน ช่วยกันลดการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น และช่วยกันลดการบริโภคเพื่อไม่ให้เกิดขยะและของเสียอย่างที่เป็นอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Reuse&lt;/b&gt; สำรวจของที่ซื้อมาแล้วเพิ่งใช้เพียงหนเดียวว่า สามารถใช้ประโยชน์ซ้ำได้หรือไม่ หาวิธีการใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำ หรือหลีกเลี่ยงบรรจุภัณฑ์ชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง การซื้อของมีคุณภาพที่ราคาสูงกว่า แต่ใช้งานได้ทนนาน จะดีกว่าซื้อของที่ด้อยคุณภาพในราคาถูก แต่ใช้งานได้เพียงไม่กี่ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Recycle&lt;/b&gt; เป็นการนำวัสดุที่หมดสภาพหรือที่ใช้แล้วมาปรับสภาพเพื่อนำมาใช้ใหม่ เริ่มลงมือปรับแต่งของใช้แล้วในบ้านให้เกิดประโยชน์ใหม่ ช่วยกันคัดแยกขยะหรือวัสดุเหลือใช้ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้เองมอบให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดีกว่าทิ้งหรือเก็บไว้เฉยๆ โดยเปล่าประโยชน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Recondition&lt;/b&gt; ของหลายอย่างสามารถปรับแต่งซ่อมแซมแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ดังเดิม พยายามใช้ของให้ถูกวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงการชำรุดเสียหายก่อนเวลาอันควร และหมั่นตรวจสอบและปฏิบัติตามตารางการบำรุงรักษา เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Refuse&lt;/b&gt; การปฏิเสธเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่ให้ถูกนำมาใช้หรือถูกทำลายเร็วขึ้น และเพื่อให้เวลาธรรมชาติในการฟื้นสภาพตัวเองตามระบบนิเวศ เริ่มจากสิ่งนอกตัว เช่น สินค้าฟุ่มเฟือย สิ่งที่เราต้องเติมใส่ร่างกาย เช่น อาหารนำเข้า จนถึงสิ่งที่อยู่ข้างในกาย คือ จิตใจ เพราะเมื่อจิตร้อน กายก็ร้อน สิ่งรอบข้างก็ได้รับกระแสร้อน สุดท้ายทั้งโลกก็ร้อนขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Return&lt;/b&gt; หน้าที่หนึ่งของมนุษย์ คือ การตอบแทนคืนแก่โลก ใครใช้ทรัพยากรใดจากธรรมชาติเยอะ ก็ต้องคืนทรัพยากรนั้นกลับให้มากๆ พยายามอย่าติดหนี้โลก เพราะวันหนึ่งโลกจะมาทวงหนี้จากท่าน ตราบที่ท่านยังต้องเวียนว่ายตายเกิดบนโลกใบนี้...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/pipat/20110331/384634/7-อุปนิสัย-สร้างโลกเขียว.html" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://greenoceanstrategy.blogspot.com/2011/03/7.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://on.fb.me/green_ocean"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 287px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-aBxXXN2XFqA/TZ2yp7SY_YI/AAAAAAAAAkA/TeegdG8onpM/s320/campaign5-greenocean.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5592822745623231874" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="3" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="100%" valign="center"&gt;ในช่วงเดือนเมษายนนี้ สถาบันไทยพัฒน์และเครือเนชั่นได้จัดสัปดาห์กิจกรรม 7 อุปนิสัยสร้างโลกเขียว บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (&lt;a href="http://on.fb.me/green_ocean" target="_blank"&gt;http://on.fb.me/green_ocean&lt;/a&gt;) และทวิตเตอร์ (&lt;a href="http://bit.ly/i9lZ83" target="_blank"&gt;http://twitter.com/green_ocean&lt;/a&gt;) ชวนผู้สนใจร่วมเสนอเคล็ดไม่ลับในการซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้แบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ภายใต้แคมเปญ: Recondition ซ่อมแซม เพื่อซ่อมโลก เคล็ดไม่ลับใดที่ได้รับการคลิก Like-ถูกใจ อันดับหนึ่งจะได้รับ Central Gift Voucher มูลค่า 500 บาท อันดับสอง ลำโพงพกพา มูลค่า 350 บาท และอันดับสาม เสื้อโปโล CSR มูลค่า 350 บาท (วันนี้ - 3 เม.ย. 54 ประกาศผลวันที่ 4 เม.ย.)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-3676142799857392799?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/3676142799857392799/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=3676142799857392799' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3676142799857392799'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3676142799857392799'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/03/7.html' title='7 อุปนิสัย สร้างโลกเขียว'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-aBxXXN2XFqA/TZ2yp7SY_YI/AAAAAAAAAkA/TeegdG8onpM/s72-c/campaign5-greenocean.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-151456627611264832</id><published>2011-03-24T16:52:00.006+07:00</published><updated>2011-03-24T17:21:31.616+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>มีจุดยืน (กลยุทธ์ CSR) เพื่อให้ยั่งยืน</title><content type='html'>เรื่อง CSR หรือบรรษัทบริบาล ได้กลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานในทุกภาคส่วนให้ความสนใจ และได้มีการนำมาบรรจุไว้เป็นพันธกิจที่องค์กรต้องปฏิบัติโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการดำเนินงานในทางธุรกิจที่มุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงด้านเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดำเนินงาน CSR ของหลายกิจการ ยังมีลักษณะเชิงกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในแบบแยกส่วน ที่มิได้เชื่อมโยงไปสู่ยุทธศาสตร์การดำเนินงานขององค์กร ทำให้ความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรม CSR ที่มีอยู่ มิได้ตอบสนองต่อวิสัยทัศน์ระยะยาวของกิจการได้อย่างที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกอบกับการจัดสรรทรัพยากรสำหรับการดำเนินงาน CSR ที่ขาดการบูรณาการในเชิงนโยบายด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เกิดข้อคำถามว่า ภารกิจ CSR ขององค์กรนำไปสู่ความยั่งยืนได้จริงหรือไม่ และจะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในการขับเคลื่อนงาน CSR ให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อที่จะตอบคำถามข้างต้น องค์กรจำต้องมีการประเมินสถานภาพด้านบรรษัทบริบาลที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ทราบถึงทุนทางสังคมที่องค์กรมีอยู่ (What we have) สามารถใช้เป็นข้อมูลในการระบุถึงวิสัยทัศน์ที่องค์กรต้องการจะเป็นในวันข้างหน้า (What we want to be) ที่จะนำไปสู่การวางนโยบายด้านบรรษัทบริบาลที่เหมาะสม (What we should follow) และการกำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ความรับผิดชอบต่อสังคม (What position we take) ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพิจารณาเพื่อกำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (Strategic Positioning on CSR) เป็นสิ่งที่องค์กรควรดำเนินการเพื่อให้ทราบถึงทุนทางสังคมที่กิจการสามารถใช้ในการดำเนินงาน CSR อย่างมีอัตลักษณ์ (Identity) มีการพัฒนาวิสัยทัศน์ นโยบาย และจุดยืนทางกลยุทธ์ CSR อย่างมีเอกลักษณ์ (Unique) เพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่สังคมและองค์กรได้อย่างยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-pM65io90rsg/TYsYGhdrcJI/AAAAAAAAADs/qSRwmUcslyk/s1600/strategic-positioning.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 271px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-pM65io90rsg/TYsYGhdrcJI/AAAAAAAAADs/qSRwmUcslyk/s400/strategic-positioning.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5587586263024365714" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนของการค้นหาตำแหน่งหรือจุดยืนทางยุทธศาสตร์ CSR ขององค์กร สามารถแบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมหลัก คือ 1) Assessing เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลสถานภาพด้านบรรษัทบริบาลในปัจจุบัน 2) Visioning เป็นการระบุวิสัยทัศน์ที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการโดยคำนึงถึงทุนทางสังคมที่องค์กรมีอยู่ 3) Defining (Policies) เป็นการวางนโยบายด้าน CSR ที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม และ 4) (Strategic) Positioning เป็นการกำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ความรับผิดชอบต่อสังคมที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ สำหรับใช้เป็นกรอบในการดำเนินงาน CSR ของกิจการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำแหน่งหรือจุดยืนทางยุทธศาสตร์ความรับผิดชอบต่อสังคมที่ได้ สามารถใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานด้านบรรษัทบริบาลให้มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันอย่างมีกลยุทธ์ และเป็นข้อมูลในการจัดทำยุทธศาสตร์ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการให้มีความเป็นเอกภาพ รวมทั้งสามารถใช้สื่อสารเพื่อสร้างให้เกิดการรับรู้ทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2011/03/24/news_32685262.php?news_id=32685262" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/03/csr.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://on.fb.me/green_ocean"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 287px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-SqaXA__qaE8/TYsX92sX1II/AAAAAAAAADk/2QCOkQHYYbo/s400/campaign3-greenocean.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5587586114104317058" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="3" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="100%" valign="center"&gt;ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ สถาบันไทยพัฒน์และเครือเนชั่นได้จัดสัปดาห์กิจกรรม 7 อุปนิสัยสร้างโลกเขียว บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (&lt;a href="http://on.fb.me/green_ocean" target="_blank"&gt;http://on.fb.me/green_ocean&lt;/a&gt;) และทวิตเตอร์ (&lt;a href="http://bit.ly/i9lZ83" target="_blank"&gt;http://twitter.com/green_ocean&lt;/a&gt;) ชวนผู้สนใจเข้าร่วมประกวดสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ (ได้ทั้งที่ทำเอง และซื้อมา) การ Recycle สิ่งประดิษฐ์เก๋ๆ จากวัสดุเหลือใช้ โดยโพสต์ภาพสิ่งประดิษฐ์ผ่านหน้าเฟซบุ๊ค Green Ocean Society แบ่งปันลิงค์ชวนเพื่อนๆ ร่วมโหวต สิ่งประดิษฐ์ใดที่ได้รับการคลิก Like-ถูกใจ อันดับหนึ่งจะได้รับ Central Gift Voucher มูลค่า 500 บาท อันดับสอง เสื้อโปโล CSR มูลค่า 350 บาท และอันดับสาม หูฟัง Elecom มูลค่า 250 บาท (วันนี้ - 27 มี.ค.54 นับคะแนนโหวต ถึงวันที่ 28 ก่อนเที่ยง)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-151456627611264832?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/151456627611264832/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=151456627611264832' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/151456627611264832'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/151456627611264832'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/03/csr.html' title='มีจุดยืน (กลยุทธ์ CSR) เพื่อให้ยั่งยืน'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-pM65io90rsg/TYsYGhdrcJI/AAAAAAAAADs/qSRwmUcslyk/s72-c/strategic-positioning.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-3887939828781614171</id><published>2011-03-10T08:58:00.004+07:00</published><updated>2011-03-24T17:18:04.453+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>รู้ทันผลิตภัณฑ์ (ฟอก) เขียว</title><content type='html'>จากการเติบโตของธุรกิจสีเขียว ทั้งทางด้านพลังงานทางเลือก ผลิตภัณฑ์และบริการเชิงสุขภาพ สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ได้กลายเป็นตัวแปรที่ธุรกิจต้องคำนึงถึงในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาด ที่ต้องมีส่วนประสมของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเรื่องหลักของ CSR ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับธุรกิจที่ต้องการเกาะกระแสสีเขียว แต่ทำไม่ได้จริง หรือมิได้คำนึงถึงการปรับการใช้วัตถุดิบ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตและบริการ หรือการดูแลผลิตภัณฑ์และกากของเสียอย่างจริงจัง จะใช้วิธีการฟอกเขียว (Green Washing) เพื่อทำให้ผู้บริโภคหรือสังคมเข้าใจไปว่าผลิตภัณฑ์ของตนหรือกระบวนการธุรกิจของตน มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการตลาดหรือการขาย แต่มิได้ทำจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะผู้บริโภคจึงควรตรวจสอบ และศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และข้อมูลองค์กรอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ อาจมีราคาไม่ถูกไปกว่าผลิตภัณฑ์ในแบบปกติทั่วไป การยอมจ่ายเงินสูงขึ้น แต่กลับได้ผลิตภัณฑ์ย้อม (แมว) สีเขียว จึงเป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะการบริโภคข่าวสารอย่างระมัดระวังกับธุรกิจฟอกเขียว ที่ใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่ออย่างแยบยล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเอกสาร Greenwashing Report 2010 ซึ่งจัดทำโดย &lt;a href="http://bit.ly/dEenzb" target="_blank"&gt;TerraChoice Group&lt;/a&gt; ได้ทำการสำรวจผลิตภัณฑ์จำนวน 5,296 ชนิด ที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งมีข้ออ้างความเขียว (Green Claims) นับรวมกันได้ 12,061 ข้อ โดยพบว่าผลิตภัณฑ์กว่าร้อยละ 95 ที่อ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าข่ายใช้วิธีการฟอกเขียวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://bit.ly/dEenzb"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 188px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-qBqdx8TcGHg/TXgu_5r_lrI/AAAAAAAAAio/JNyFlBTZEUo/s320/findings3.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5582263413477709490" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้น ผู้บริโภคจะต้องเรียนรู้และรับมือกับธุรกิจ (ฟอก) เขียว ที่ใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อผลิตภัณฑ์และองค์กร ตามกระแสสิ่งแวดล้อมที่เติบโตขึ้น โดยวิธีการฟอกเขียวของธุรกิจ มีตัวอย่างเช่น &lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การติดฉลากรับรองคุณภาพทั้งที่มิได้มีคุณภาพตามสมอ้างหรือโดยปราศจากการตรวจสอบรับรองใดๆ&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยสารจากธรรมชาติล้วนๆ ซึ่งในความเป็นจริง สารมีพิษ อาทิ สารหนู สารปรอท สารกันเสียฟอร์มาลดีไฮด์ (ที่มักใช้ผสมในเครื่องสำอาง แชมพู น้ำยาเคลือบเล็บ น้ำยาบ้วนปาก ยาระงับกลิ่นผ้า) ก็เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติทั้งสิ้น&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การประกาศว่าได้รับการรับรองตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดที่อ้างอิงจาก ISO 26000 ทั้งที่มิใช่มาตรฐานสำหรับนำไปใช้หรือนำมาพัฒนาเป็นข้อกำหนดอ้างอิงเพื่อการรับรอง&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การแสดงให้เห็นถึงการลงทุนในเทคโนโลยีระบบบำบัดของเสียที่เหนือกว่ามาตรฐาน แต่กลับมิได้เปิดใช้งาน หรือมิได้บำบัดให้ได้ดีกว่าดังที่ประกาศ&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="3%" valign="top"&gt;•&lt;/td&gt;&lt;td width="97%" valign="top"&gt;การบิดเบือนข้อมูลในรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนรายงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ปรากฏเฉพาะส่วนที่ส่งผลบวกต่อองค์กร&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2011/03/10/news_32591959.php?news_id=32591959" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/03/blog-post_10.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://on.fb.me/green_ocean"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 287px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-HYVdNbH7TAk/TXgvNZIS6SI/AAAAAAAAAiw/oqT7uJPaCx4/s400/campaign2-greenocean.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5582263645256214818" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="3" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="100%" valign="center"&gt;ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ สถาบันไทยพัฒน์และเครือเนชั่นได้จัดสัปดาห์ กิจกรรม 7 อุปนิสัยสร้างโลกเขียว บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (&lt;a href="http://on.fb.me/green_ocean" target="_blank"&gt;on.fb.me/green_ocean&lt;/a&gt;) และทวิตเตอร์ (&lt;a href="http://bit.ly/i9lZ83" target="_blank"&gt;twitter.com/green_ocean&lt;/a&gt;) โดยจะมีของรางวัลประจำทุกสัปดาห์ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปจนถึงเดือนเมษายนนี้ ในสัปดาห์นี้จะเป็นการเปิดรับไอเดีย “REDUCE” เพื่อลดการใช้ทรัพยากร ให้เขียนเล่าวิธีการช่วยลดโลกร้อนในแบบของคุณ โดยไอเดียใดได้รับการกด like-ถูกใจ มากที่สุด จะได้รับรางวัลประจำสัปดาห์ เป็น Cental Gift Voucher มูลค่า 500 บาท ท่านที่สนใจและมีวิธีการลดการใช้ทรัพยากรแบบเก๋ๆ อย่าพลาดเข้าร่วมกิจกรรมกันนะครับ&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-3887939828781614171?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/3887939828781614171/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=3887939828781614171' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3887939828781614171'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/3887939828781614171'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/03/blog-post_10.html' title='รู้ทันผลิตภัณฑ์ (ฟอก) เขียว'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-qBqdx8TcGHg/TXgu_5r_lrI/AAAAAAAAAio/JNyFlBTZEUo/s72-c/findings3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-5791698520482139668</id><published>2011-03-03T08:54:00.003+07:00</published><updated>2011-03-03T09:08:36.414+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>เดือนที่ต้องส่งรายงานการจัดการพลังงาน</title><content type='html'>ในปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าทุกวงการได้นำ Green Concept มาใช้พัฒนากระบวนการดำเนินงานในกิจการให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกันอย่างถ้วนหน้า คำประกาศของภาคธุรกิจที่มีต่อบทบาทการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) การพัฒนาผู้ค้าสีเขียว (Green Dealer) การคิดค้นนวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation) รวมทั้งนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์พลังงาน ที่ส่งเสริมให้เกิดโรงงานสีเขียว (Green Factory) และอาคารสีเขียว (Green Building) ซึ่งได้ทำให้เรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ (action) มิใช่ทางเลือก (option) อีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยตามกฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2552 กำหนดให้อาคารสถานศึกษา สำนักงาน โรงมหรสพ ศูนย์การค้า สถานบริการ ห้างสรรพสินค้า อาคารชุมนุมคน โรงแรม สถานพยาบาล และอาคารชุดที่มีขนาดพื้นที่รวมกันทุกชั้นในหลังเดียวกันตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องมีการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ตามประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดการพลังงานในโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม พ.ศ. 2552 กำหนดให้โรงงานและอาคารที่ติดตั้งเครื่องวัดไฟฟ้า (มิเตอร์) ตัวเดียวหรือหลายตัวรวมกันมีขนาดตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์ ขึ้นไป หรือติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดตั้งแต่ 1,175 กิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป หรือมีปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า ความร้อนจากไอน้ำหรือพลังงานสิ้นเปลืองอย่างใดอย่างหนึ่งรวมกัน ในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา เทียบเท่าพลังงานไฟฟ้า ตั้งแต่ 20 ล้านเมกะจูลขึ้นไป ต้องจัดทำรายงานการจัดการพลังงานส่งกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี (เริ่ม มี.ค. 54)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-pXX43XjoHyc/TW71WNzIY8I/AAAAAAAAADE/XLi8hzIgLL4/s1600/report-diagram.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 240px; height: 320px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-pXX43XjoHyc/TW71WNzIY8I/AAAAAAAAADE/XLi8hzIgLL4/s320/report-diagram.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5579666750368670658" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div align="center"&gt;ขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาวิธีการจัดการพลังงาน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;โดยในรายงานดังกล่าว ต้องมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดการพลังงาน 8 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ขั้นตอนการประเมินสถานภาพการจัดการพลังงานเบื้องต้น ขั้นตอนการกำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงาน ขั้นตอนการประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงาน ขั้นตอนการกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานและแผนการฝึกอบรมและกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ขั้นตอนการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงานและการตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน ขั้นตอนการตรวจติดตามและประเมินการจัดการพลังงาน และขั้นตอนการทบทวน วิเคราะห์และแก้ไขข้อบกพร่องของการจัดการพลังงาน โดยรายงานการจัดการพลังงานดังกล่าวนั้น จะต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้ตรวจสอบพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-pARDFZPD9hU/TW71nnNMAcI/AAAAAAAAADM/SZ63PGJCFiw/s1600/step-diagram.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 248px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-pARDFZPD9hU/TW71nnNMAcI/AAAAAAAAADM/SZ63PGJCFiw/s320/step-diagram.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5579667049246622146" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div align="center"&gt;ขั้นตอนการจัดการพลังงาน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;สำหรับรายชื่อโรงงานและอาคารควบคุมที่จะต้องจัดทำรายงานการจัดการพลังงานเพื่อจัดส่งให้อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานภายในเดือนมีนาคมของทุกปี มีจำนวน 3,728 โรงงาน และ 2,024 อาคาร (ข้อมูล ณ เดือน ม.ค. 54) โดยสามารถดูรายชื่อโรงงานและอาคารควบคุมได้ที่ &lt;a href="http://bit.ly/ecp1992" target="_blank"&gt;http://bit.ly/ecp1992&lt;/a&gt;...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2011/03/03/news_32549655.php?news_id=32549655" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/03/blog-post.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-5791698520482139668?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/5791698520482139668/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=5791698520482139668' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5791698520482139668'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/5791698520482139668'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/03/blog-post.html' title='เดือนที่ต้องส่งรายงานการจัดการพลังงาน'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-pXX43XjoHyc/TW71WNzIY8I/AAAAAAAAADE/XLi8hzIgLL4/s72-c/report-diagram.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-1856110226093808541</id><published>2011-02-24T10:07:00.001+07:00</published><updated>2011-02-24T10:09:07.937+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>กิจกรรมเพื่อสังคม... เพื่อองค์กร</title><content type='html'>เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่นอกกระบวนการและโดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากการดำเนินงานทางธุรกิจ ที่มักเรียกกันว่าเป็น CSR-after-process หรือ กิจกรรมเพื่อสังคม มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ การบริจาคเพื่อการกุศล (Corporate Philanthropy) ในรูปของการให้เงินหรือวัตถุสิ่งของให้แก่สังคมทั้งทางตรงหรือผ่านหน่วยราชการ องค์การสาธารณประโยชน์ต่างๆ (เรียกสั้นๆ ว่าเป็นการ “ลงเงิน”) และการอาสาช่วยเหลือชุมชน (Community Volunteering) ด้วยการสนับสนุนหรือจูงใจให้พนักงาน คู่ค้าร่วมสละเวลาและแรงงานอาสาทำงานให้แก่สังคม (เรียกว่าเป็นการ “ลงแรง”)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิจกรรม CSR ในรูปแบบการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมที่อยู่ในรายการอันดับต้นๆ ของสังคมไทย คือ การบริจาคเงิน การปลูกป่า การสร้างฝาย และการมอบวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของใช้สอยต่างๆ เช่น ผ้าห่ม ถุงผ้า ถังน้ำ เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่สามารถสื่อสารให้สังคมเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายกว่าความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่ในกระบวนการ (CSR-in-process) ธุรกิจจึงมักนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการตลาด และการสร้างตราสินค้า (Brand) มากกว่าที่จะพัฒนา CSR ให้เป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินงานที่นำไปสู่ความยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การขับเคลื่อนเรื่อง CSR ในปัจจุบัน มิได้ปฏิเสธหรือตั้งข้อรังเกียจในลักษณะที่ห้ามมิให้ประชาสัมพันธ์ หรือนำไปเกี่ยวโยงกับการขายของ เป็นแต่เพียงธุรกิจต้องคำนึงถึงว่ากิจกรรมเพื่อสังคมเหล่านั้น สามารถนำพาไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีของการให้หรือการบริจาค ธุรกิจหลายแห่งเข้าใจไปว่า ความยั่งยืนคือการที่องค์กรให้หรือบริจาคเป็นประจำต่อเนื่อง เช่น แจกผ้าห่ม แจกถังน้ำ แจกข้าวทุกปี &lt;b&gt;ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงความต่อเนื่องในการบริจาค&lt;/b&gt; แต่ความยั่งยืนพิจารณาที่ตัวชาวบ้านหรือชุมชนที่ได้รับความช่วยเหลือ สามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ นำไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพ และก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชาวบ้านและชุมชนในที่สุด ฉะนั้น การให้ที่ก่อให้เกิดผลตรงข้าม โดยทำให้ชาวบ้านบ่มเพาะอุปนิสัยการพึ่งพา ลดทอนศักยภาพตนเอง หรือยิ่งให้ยิ่งอ่อนแอลง ก็ไม่อาจเรียกได้ว่า เป็นการให้ที่ยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้แต่เอ็นจีโอที่ได้รับบริจาคทรัพยากรจากภายนอกมาเพื่อพัฒนาสังคมหรือทำหน้าที่แทนภาคธุรกิจในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านหรือชุมชนกลุ่มเป้าหมาย ก็ต้องเน้นผลลัพธ์ (Outcome) จากการดำเนินงานที่นำไปสู่ความยั่งยืน แทนการเน้นผลผลิต (Output) ที่สนใจเฉพาะในสิ่งที่โครงการจะให้มากกว่าสิ่งที่ชาวบ้านหรือชุมชนจะได้รับ ที่น่าตำหนิยิ่งกว่านั้นคือ การเลี้ยงไข้เพื่อหวังงบประมาณสนับสนุนต่อเนื่องในระยะยาว กลายเป็นการรับจ้างทำกิจกรรมเพื่อสังคม...เพื่อองค์กร ซึ่งไม่อาจเรียกว่าเป็นความยั่งยืนได้อีกเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับธุรกิจที่พัฒนากิจกรรมเพื่อสังคมที่ได้ประสิทธิภาพ คือ สามารถตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนได้ในระดับหนึ่งแล้ว และอยากจะทำการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ผมจะได้ประมวลหลักการสื่อสารเรื่อง CSR ที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม...เพื่อองค์กร มาเผยแพร่ในโอกาสต่อไป...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2011/02/24/news_32503482.php?news_id=32503482" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/02/blog-post_24.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-1856110226093808541?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/1856110226093808541/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=1856110226093808541' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1856110226093808541'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1856110226093808541'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/02/blog-post.html' title='กิจกรรมเพื่อสังคม... เพื่อองค์กร'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-2157459725600608344</id><published>2011-02-17T11:03:00.005+07:00</published><updated>2011-02-17T11:13:38.714+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>วัดผลสำเร็จ CSR จริงใจหรือไก่กา</title><content type='html'>เรื่องการจัดทำรายงาน CSR นั้น มิใช่เรื่องใหม่สำหรับคนทำงานด้าน CSR เนื่องจากในการดำเนินงาน CSR ขององค์กรในแต่ละปี ผู้ที่รับผิดชอบงาน CSR ขององค์กร ต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน CSR ในรอบปี เสนอต่อผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการเป็นการภายใน ผู้ที่จะเห็นรายงานฉบับดังกล่าว จึงอาจจำกัดอยู่แค่ผู้มีส่วนได้เสียในองค์กร (ผู้ถือหุ้นและเจ้าของกิจการ กับผู้บริหารและพนักงาน) เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลหลักของการจัดทำรายงาน CSR ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึง “ผลสำเร็จ” ที่องค์กรได้ใช้ทรัพยากรต่างๆ (ซึ่งย่อมมีต้นทุน ค่าใช้จ่าย และค่าเสียโอกาส) ในการดำเนินงาน CSR ต่อผู้บริหารและเจ้าของกิจการ สำหรับการรับรองหรือการยอมรับ (Recognition) ที่จะจัดสรรทรัพยากรในการขับเคลื่อนงาน CSR ในปีต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทำนองเดียวกัน การจัดทำรายงาน CSR สำหรับผู้มีส่วนได้เสียภายนอก ก็มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างให้เกิดการยอมรับและการรับรองจากสังคมต่อ “ผลสำเร็จ” ในภารกิจ CSR ขององค์กร ทำให้สังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ อนุญาตให้กิจการสามารถดำเนินงาน (License to Operate) ต่อไปโดยไม่มีคำคัดค้านหรือข้อโต้แย้งที่เป็นเหตุให้ธุรกิจต้องชะงักงันหรือสะดุดหยุดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่ธุรกิจจะได้รับการรับรองหรือการยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกนั้น อยู่ที่การตีความหมายของ “ผลสำเร็จ” ในภารกิจ CSR ขององค์กร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;width: 208px; height: 294px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/TVIXkJazpZI/AAAAAAAAAhg/KrUvYTTQm-I/s400/cover-reporting.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5571541598781810066" /&gt;บางองค์กรใช้การวัดผลสำเร็จด้วยสัมฤทธิ์ภาพ (Achievement) ของการจัดสรรทรัพยากร (Input) ในโครงการหรือกิจกรรม CSR เช่น เราได้ลงทุนในระบบบำบัดเป็นมูลค่าถึง 500 ล้านบาท หรือบางองค์กรวัดด้วยกระบวนการ (Process) มีส่วนร่วมในกิจกรรม CSR เช่น จำนวนของคนในชุมชนที่เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หรือบางองค์กรวัดจากผลผลิต (Output) ของกิจกรรม เช่น ผู้ที่ผ่านการอบรมเป็นอาสาสมัครตรวจวัดคุณภาพน้ำครบ 100% หรือบางองค์กรก็วัดจากผลลัพธ์ (Outcome) ของโครงการ เช่น คุณภาพน้ำในชุมชนรอบโรงงานอยู่ในระดับดี และท้ายที่สุด บางองค์กรเลือกใช้วิธีการวัดผลกระทบ (Impact) ที่คนในชุมชนและโรงงานสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขจากการดำเนินงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์การแห่งความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากล (Global Reporting Initiative: GRI) ได้จัดทำแนวทางการรายงานข้อมูลการดำเนินงานของกิจการ ที่เรียกว่า รายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) โดยได้นิยามหลักการและตัวชี้วัดที่องค์กรสามารถใช้วัดและรายงานผลการดำเนินงานทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยตัวชี้วัดหลัก (Core indicators) จำนวน 49 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดเพิ่มเติม (Additional indicators) จำนวน 30 ตัวชี้วัด สำหรับใช้เพื่อการกำหนดเนื้อหาและกำกับข้อมูลที่กิจการจะนำมารายงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ องค์กรสามารถที่จะพิจารณาใช้กรอบการรายงาน GRI โดยเริ่มจาก 10 ตัวชี้วัดหลัก (Level C) แล้วจึงค่อยขยายขอบเขตการรายงานเพิ่มขึ้นเป็น 20 ตัวชี้วัดหลัก (Level B) จนสามารถรายงานได้ครบทุกตัวชี้วัดหลัก (Level A) ในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการจัดทำรายงาน CSR ตามแนวทาง GRI นี้ จะเป็นเครื่องมือให้องค์กรสามารถใช้บริหารและวัดผลกระทบ (Manage and Measure Impacts) จากการดำเนินภารกิจ CSR ในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ได้จัดทำเอกสาร "รายงานเพื่อความยั่งยืน : Reporting your CSR" เพื่อเป็นคู่มือเบื้องต้นสำหรับองค์กรในการทำความเข้าใจเรื่องการจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืนตามแนวทางของ GRI ที่ชี้ให้เห็นถึงวิธีการวางแผนและนำไปผนวกให้เกิดการเข้าถึงและทวีคุณค่าของกระบวนการจัดทำรายงานที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือกำกับการขับเคลื่อนภารกิจ CSR ขององค์กรตลอดทั้งปี หน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อขอรับได้ที่สถาบันไทยพัฒน์ หรือดาวน์โหลดเอกสารฉบับอิเล็กทรอนิกส์ได้ที่ www.thaicsr.com...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2011/02/17/news_32462953.php?news_id=32462953" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/02/csr_17.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-2157459725600608344?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/2157459725600608344/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=2157459725600608344' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/2157459725600608344'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/2157459725600608344'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/02/csr-csr-csr-csr-csr-csr-csr-recognition.html' title='วัดผลสำเร็จ CSR จริงใจหรือไก่กา'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/TVIXkJazpZI/AAAAAAAAAhg/KrUvYTTQm-I/s72-c/cover-reporting.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-6498603135550796239</id><published>2011-02-10T01:53:00.000+07:00</published><updated>2011-02-10T01:54:25.196+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>จับทิศทาง CSR ประเทศไทย</title><content type='html'>เป็นธรรมเนียมปฏิบัติประจำทุกปีที่สถาบันไทยพัฒน์จะทำการวิเคราะห์และประมวลแนวโน้มเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) ในประเทศไทย รายงานให้แก่ผู้ที่สนใจสำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนดำเนินงาน CSR ตอนต้นปี โดยได้ดำเนินการติดต่อกันมาเป็นปีที่ 5 แล้ว และในปี 2554 นี้ ทิศทาง CSR ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ก็มีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปีที่ผ่านๆ มา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดำเนินงาน CSR ของภาคธุรกิจในปีที่ผ่านมา ได้ขยายขอบเขตจากองค์กรของตนเอง มาสู่การชักชวนคู่ค้าและสมาชิกในสายอุปทาน ให้ดำเนินงานร่วมด้วย นับเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมตลอดสายกระบวนการ (CSR in Supply Chain) ที่เป็นรูปธรรมในประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปีที่แล้ว กระแส “Green” ได้กลายเป็นประเด็น CSR ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เห็นได้จากคำประกาศของภาคธุรกิจ ที่มีต่อบทบาทการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมสีเขียว และกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์พลังงาน ที่ส่งเสริมให้เกิดโรงงานสีเขียว และอาคารสีเขียว ซึ่งได้ทำให้เรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ (Action) มิใช่ทางเลือก (Option) อีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประกาศใช้มาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000:2010 ขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 หลังจากการริเริ่มจุดประกายกระบวนการจัดทำร่างนี้นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 หรือเป็นระยะเวลาร่วม 10 ปี เป็นที่น่าจับตาว่า ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมจะขานรับมาตรฐานดังกล่าวนี้มากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุที่มาตรฐานดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้หรือนำมาพัฒนาเป็นข้อกำหนดอ้างอิงเพื่อการรับรองได้เช่นเดียวกับ ISO 9000 ที่ใช้และมีการรับรองกันอยู่อย่างแพร่หลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวโน้มที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือ การจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR Report) ที่จะกลายมาเป็นเครื่องมือของภาคธุรกิจในการสื่อสารกับภาคสังคมและกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ของกิจการ ที่ซึ่งการประชาสัมพันธ์ CSR ไม่สามารถสร้างคุณค่าและความสัมพันธ์ได้เหมือนดังเดิม และนับเป็นครั้งแรกที่องค์การแห่งความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากล (Global Reporting Initiative: GRI) ได้เข้ามาจัดเวิร์คชอปแนะนำการจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน หรือ Sustainability Report อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดมุ่งหมายหลักของการเปิดเผยรายงาน CSR ก็เพื่อสร้างให้เกิดการยอมรับและการรับรองจากสังคมต่อ “ผลสำเร็จ” ในภารกิจ CSR ขององค์กร โดยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการที่เกื้อหนุนให้การรายงานเป็นที่ยอมรับ ได้แก่ บูรณภาพ (Inclusivity) ของการคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องและความครอบคลุมของภารกิจ CSR ในเรื่องหลักและประเด็นสำคัญได้อย่างครบถ้วน สารัตถภาพ (Materiality) ของตัวบ่งชี้สัมฤทธิภาพในกิจกรรม CSR ที่มีนัยสำคัญและเกี่ยวเนื่องกับองค์กรจริงๆ และทีฆภาพ (Sustainability) ของกิจกรรม CSR ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้บริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปีนี้ การรายงาน CSR ขององค์กรจะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น เนื่องจากทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) กำลังดำเนินการจัดทำแนวทางการรายงานข้อมูลการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่คาดว่าจะมีการประกาศในปี 2554 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธุรกิจที่มีการดำเนินงาน CSR อยู่ในกระบวนการ แต่ยังมิได้มีการเปิดเผยรายงานต่อสังคมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จึงควรต้องเริ่มสำรวจและเก็บบันทึกข้อมูล วางแผนการเปิดเผยข้อมูล ปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้เสีย คัดเลือกข้อมูลที่จะรายงานต่อผู้มีส่วนได้เสียในช่องทางที่เหมาะสม พร้อมรับต่อแนวโน้มของการรายงานด้าน CSR ที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับรายละเอียดการประมวลแนวโน้ม CSR ปี 2554 ในทิศทางอื่นๆ สามารถศึกษาได้จากรายงาน “6 ทิศทาง CSR ปี 2554: Reporting your CSR” ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสถาบันไทยพัฒน์ สอบถามเพิ่มเติม 0-2930-5227 info@thaipat.org หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.thaipat.org...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2011/02/10/news_32419996.php?news_id=32419996" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; &lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://thaicsr.blogspot.com/2011/02/csr.html" target="_blank"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;Archived&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-6498603135550796239?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/6498603135550796239/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=6498603135550796239' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6498603135550796239'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/6498603135550796239'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/02/csr_10.html' title='จับทิศทาง CSR ประเทศไทย'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-1010419495833471134</id><published>2011-02-03T16:49:00.001+07:00</published><updated>2011-02-04T16:54:37.583+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>อั่งเปา-คติถือ คือ CSR (ชิมิ)</title><content type='html'>วันตรุษของชาวจีน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ หรือวันที่หนึ่ง (ชิวอิก) ของเดือนที่หนึ่งของปี เป็นการเริ่มเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือเป็นช่วงขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ สำหรับนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ของธุรกิจหรือกิจการ ด้วยคำอวยพร “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” หรือ ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันตรุษจีน ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน คือ &lt;b&gt;“ป้ายเจีย”&lt;/b&gt; เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะส้มออกเสียงในภาษาจีนจะไปพ้องกับคำว่าความสุขหรือโชคลาภ ดังนั้น การให้ส้มจึงเหมือนนำความสุขหรือโชคลาภมาให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของตรุษจีน คือ &lt;b&gt;อั่งเปา&lt;/b&gt; (ซองแดง) คือ ซองใส่เงินที่ผู้ใหญ่แล้วจะมอบให้ผู้น้อย และมีการแลกเปลี่ยนกันเอง หรือใช้คำว่า &lt;b&gt;แต๊ะเอีย&lt;/b&gt; (ผูกเอว) ที่สมัยก่อน เหรียญจะมีรูตรงกลาง ผู้ใหญ่จะร้อยด้วยเชือกสีแดงเป็นพวงๆ และนำมามอบให้เด็กๆ ซึ่งจะนำมาผูกเก็บไว้ที่เอว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 1 เดือน 1 ของปีตามจันทรคตินี้ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป หรือเรียกว่าเป็น &lt;b&gt;“วันถือ”&lt;/b&gt; โดยจะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน หรือบ้างก็เรียกว่าเป็น “วันเที่ยว” โดยจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและเที่ยวนอกบ้าน เป็นต้น (ข้อมูลจาก&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/ตรุษจีน" target="_blank"&gt;วิกิพีเดีย&lt;/a&gt; สารานุกรมเสรี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คติของการให้อั่งเปา หากเถ้าแก่จะนำมาใช้ในกิจการ นอกเหนือจากการมอบให้แก่ญาติพี่น้อง มิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้องแล้ว ยังสามารถขยายไปสู่วัด โรงเรียนในชุมชนที่อยู่รายรอบกิจการ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาสในสังคมอื่นๆ ซึ่งหากการมอบนั้นทำในนามของบริษัท ห้างร้าน นั่นก็เรียกได้ว่า เป็นการทำ CSR อย่างหนึ่งในรูปแบบของการบริจาคเพื่อการกุศลหรือเพื่อสาธารณประโยชน์ (Corporate Philanthropy) ที่ตรงกับเรื่องของ &lt;b&gt;“ทาน”&lt;/b&gt; ในพระพุทธศาสนา และจัดว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมจำพวก “CSR-after-process” ที่เกิดขึ้นนอกกระบวนการธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคติในวันถือที่เป็นการงดทำบาป (ในพจนานุกรม หมายถึง การกระทำผิดหลักคำสอนหรือข้อห้ามในศาสนา; ความชั่ว, ความมัวหมอง) ไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งหรือการเบียดเบียนคนอื่นรอบข้าง หากเถ้าแก่จะขยายให้ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ ตั้งแต่เรื่อง การไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นธรรม ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค การไม่เอารัดเอาเปรียบคู่ค้า นี่ก็เรียกว่า เป็นการทำ CSR ที่มิได้แยกต่างหากออกจากกิจการ หรือเป็นการประกอบธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Business Practices) ที่สอดคล้องกับเรื่องของ &lt;b&gt;“ศีล”&lt;/b&gt; ในพระพุทธศาสนา และจัดว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมจำพวก “CSR-in-process” ที่อยู่ในกระบวนการธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพระพุทธศาสนา การทำทานและการรักษาศีลอย่างมั่นคงสม่ำเสมอของปุถุชนชาวพุทธ ถือเป็นเรื่องที่สมควรแก่การอนุโมทนาทั้งคู่ แต่กระนั้นก็ตาม อานิสงส์ของการทำทานและการรักษาศีล ย่อมมีระดับที่แตกต่างกันอยู่ในตัว ฉันใดฉันนั้น การที่ธุรกิจดำเนินกิจกรรม CSR-after-process และ CSR-in-process อย่างไม่เคลือบแฝง ถือเป็นเรื่องที่ควรสรรเสริญทั้งคู่ แต่แน่นอนว่า อานิสงส์ของกิจกรรม CSR-after-process และ CSR-in-process ของกิจการ ย่อมส่งผลต่อธุรกิจแตกต่างกันอย่างไม่ต้องสงสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันตรุษจีนนี้ ก็ขอให้ทุกท่านได้รับพรอันประเสริฐ มั่งมีศรีสุข ค้าขายได้กำไร ร่ำรวยไม่เสื่อมคลาย มีคติถืออันเป็นสิริมงคลในทุกๆ วัน ตลอดปีใหม่นี้ด้วยเทอญ...(จากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2011/02/03/news_32378443.php?news_id=32378443" target="_blank"&gt;หน้าต่าง CSR&lt;/a&gt;) &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3695329304505322524-1010419495833471134?l=pipatory.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pipatory.blogspot.com/feeds/1010419495833471134/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3695329304505322524&amp;postID=1010419495833471134' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1010419495833471134'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3695329304505322524/posts/default/1010419495833471134'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pipatory.blogspot.com/2011/02/csr.html' title='อั่งเปา-คติถือ คือ CSR (ชิมิ)'/><author><name>นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15497229705586837367</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3695329304505322524.post-3751322582014831606</id><published>2011-01-27T09:55:00.000+07:00</published><updated>2011-01-27T09:57:31.838+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='CSR'/><title type='text'>6 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CSR</title><content type='html'>เริ่มต้นศักราชปีกระต่าย ผมก็ยังได้รับคำถามเกี่ยวกับ CSR ที่พบอยู่บ่อยๆ จากผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ เลยถือโอกาสนำเอาคำถาม-คำตอบบางส่วนในหนังสือเข็มทิศธุรกิจเพื่อสังคม ฉบับปรับปรุงใหม่ (พิมพ์ครั้งที่ 3) ที่จัดทำโดยสำนักงาน ก.ล.ต. มาเผยแพร่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันอย่างถ้วนหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;1. CSR ทำเพื่ออะไร? ใครได้ประโยชน์?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดพื้นฐานของ CSR คือ การทำให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน การที่ธุรกิจทำ CSR ธุรกิจยังต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นในการบริหารกิจการให้มีผลกำไร และยังเป็นที่ยอมรับของสาธารณชน รวมถึงสามารถขยายกิจการให้เจริญเติบโตในสังคมและชุมชนที่ธุรกิจดำเนินอยู่ได้อย่างยั่งยืน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับประโยชน์จากการทำ CSR จะส่งผลถึงผู้เกี่ยวข้องหลายด้าน เช่น ประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นในแง่มูลค่าหุ้นที่สูงขึ้น ประโยชน์ต่อพนักงานทำให้เกิดความสุขและความภาคภูมิใจในการทำงานร่วมกับองค์กร ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวธุรกิจเองในการเป็นที่ยอมรับในสังคม ส่งผลให้สามารถสร้างรายได้ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้กับธุรกิจด้วย นอกจากนี้การทำ CSR ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานทดแทนด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;2. การบริจาคถือเป็น CSR หรือไม่ อย่างไร?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;การบริจาคพอจะอนุมานได้ว่าเป็น CSR แบบหนึ่ง แต่ผลที่ได้อาจไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเงินหรือของที่บริจาคไปอาจไม่ได้ช่วยให้ผู้รับสามารถพึ่งตนเองได้ในระยะยาว เช่น การบริจาคเงินให้ผู้ยากไร้อาจก่อให้เกิดประโยชน์ ในระยะสั้น เปรียบเทียบกับการสอนอาชีพให้แก่คนชุมชน ซึ่งจะช่วยให้คนในชุมชนนั้นสามารถดำรงชีพด้วยตนเองต่อไปได้ในระยะยาวย่อมมีความยั่งยืนมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นในแวดวง CSR ในระยะหลัง จึงมีการพูดถึง “การบริจาคเชิงกลยุทธ์” (Strategic Philanthropy) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผสมผสานเป้าประสงค์หลักในทางสังคมและในทางธุรกิจไปพร้อมๆ กัน คำนึงถึงการเลือกเป้าหมายที่สามารถได้รับประโยชน์จากทรัพยากร และความเชี่ยวชาญที่บริษัทมีเหนือองค์กรอื่น ในอันที่จะส่งผลกระทบทั้งทางสังคมและทางธุรกิจ ซึ่งมิใช่เรื่องของการมุ่งเน้นสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นการเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้แก่องค์กร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;3. บริษัทเพิ่งเริ่มต้นทำ CSR จะปฏิบัติตามรูปแบบ CSR ของบริษัทอื่นได้หรือไม่?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;บริษัทอาจศึกษารูปแบบการดำเนินการด้าน CSR ของบริษัทอื่นเป็นแนวทางได้ แต่ควรนำมาปรับให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจและทรัพยากรของบริษัท ในบางกรณี บริษัทก็อาจเข้าร่วมกิจกรรม CSR ของบริษัทอื่นได้เช่นกัน หากเห็นว่ามีความเหมาะสม ทั้งนี้ การรวมกลุ่มกันทำ CSR โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กหรือ SME จะช่วยให้ประหยัดทรัพยากร เพิ่มสมรรถภาพ รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน ได้เป็นอย่างดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;4. บริษัทที่ยังไม่มีความพร้อม เช่น บริษัทขนาดเล็ก บริษัทที่ผลประกอบการยังไม่มีกำไร ยังไม่ควรทำ CSR ใช่หรือไม่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่ เพราะการทำ CSR นั้นมีหลายด้าน และบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้เงิน หรือบางเรื่องเป็นการดำเนินการภายในกิจการที่พึงทำตามปกติอยู่แล้ว เช่น การดูแลพนักงานเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การพัฒนาพนักงาน การมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค เป็นต้น นอกจากนี้ การทำ CSR บางเรื่องก็เป็นการดำเนินการที่ใช้ทรัพยากรบุคคลของบริษัทดำเนินการได้ เช่น การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;5. เมื่อทำ CSR แล้ว จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้หรือไม่?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;การประชาสัมพันธ์เป็นเพียงส่วนสนับสนุนการทำ CSR เท่านั้น ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักในการทำ CSR โดยการประชาสัมพันธ์สามารถทำได้ ทั้งการประชาสัมพันธ์ภายในเพื่อเป็นการให้ข้อมูลสื่อสารให้สมาชิกในองค์กรมาร่วมมือกัน และการประชาสัมพันธ์ภายนอกเพื่อเป็นการสื่อสารกับสาธารณชน ให้สังคมได้รับรู้และมีส่วนร่วมในสิ่งที่องค์กรทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;6. รายงาน CSR คืออะไร และมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องจัดทำรายงาน?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;รายงาน CSR (CSR Report หรือ Sustainability Report) เป็นรายงานที่บริษัทจัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่ให้ทราบโครงการ/กิจกรรมที่บริษัททำเกี่ยวกับ CSR ข้อมูลในรายงานจะเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญให้ผู้ลง
